อ่านพฤติกรรม “ป๋อง-ธง” ฆาตกรโหดไร้โรคจิต มีสติเต็มร้อย วางแผนเยือกเย็น...“ไทยรัฐออนไลน์” เปิดหัวเรื่องรายงานวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาและนิติเวช โดย รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์และอาจารย์แพทย์ มศว ระบุภาษากายไร้สำนึกผิดเอาไว้น่าสนใจหลังถูกจับกุม ทั้งคู่แสดงออกด้วยความนิ่งเฉยปราศจากสัญญาณความเสียใจหรือสำนึกผิดทางศีลธรรม มองเพียงว่าทำผิดก็แค่รับโทษตามกฎหมาย สะท้อนถึงพื้นฐานจิตใจที่อำมหิตและชอบใช้ความรุนแรงเปิดแฟ้มคดีสะเทือนขวัญ...เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมจับกุม นายธงชัย หรือ “ธง” (อายุ 39 ปี) และ นายทชณา หรือ “ป๋อง” (อายุ 43 ปี) สองผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางสะเทือนขวัญชาวต่างชาติกรณีหลอกลวง 2 พี่น้องชาวรัสเซียในพื้นที่ จ.ชลบุรี ด้วยอุบายปลอมเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อชิงทรัพย์ ก่อนลงมือฆ่าและฝังอำพราง ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีฆ่าฝังศพเหยื่อรวมถึง 5 ราย จุดที่จับกุม...บริเวณป่าริมถนนสายจันทบุรี-สระแก้ว ต.วังใหม่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว พร้อมยึดของกลางเป็นอาวุธปืนสั้นและระเบิดลูกเกลี้ยงประเด็นสำคัญมีว่า...พฤติกรรมการก่อเหตุไม่ได้เกิดจากอาการทางจิตเวชหรือภาวะขาดสติ แต่ผู้ต้องหามีสติสัมปชัญญะเต็มร้อยและมีการวางแผนเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกเหยื่อที่คิดว่าควบคุมขู่เข็ญได้, การแต่งกายปลอมเป็นตำรวจ, การบังคับข่มขู่ ไปจนถึงการเลือกพื้นที่และวางแผนอำพรางศพประเด็นการลอกเลียนแบบจากสื่อ...การดูหนังหรือสื่ออาชญากรรมอาจเป็นเพียงส่วนประกอบในการนำเทคนิคบางอย่างมาใช้ เช่นวิธีการอำพราง แต่เนื้อแท้มาจากสันดานและความรุนแรงที่มีอยู่เดิมในตัวบุคคล“คนปกติทั่วไปต่อให้ดูภาพยนตร์ความรุนแรง ก็จะไม่นำพฤติกรรมเหล่านั้นมาลงมือจริงในชีวิตจริง แต่คนร้ายมีพื้นฐานพฤติกรรมส่วนข้างในที่อำมหิต โหดร้ายและชอบใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว...เหยียดหยามชีวิตเหยื่อ หากหวังเพียงแค่ทรัพย์สิน ก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายเหยื่อจนถึงแก่ชีวิต”การฆาตกรรมจึงสะท้อนถึง “สันดานความเหี้ยมโหดส่วนตัว” อย่างชัดเจนน่าสนใจว่า...คดีสะเทือนขวัญนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวอาชญากรรมรายวันทั่วไป แต่เป็น “กรณีศึกษา” ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติของสังคมไทย ผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยเชื่อมโยงไปถึงประเด็น “กระบวนการยุติธรรมและระบบราชทัณฑ์”วังวน “คุก–ออก–ก่อเหตุซ้ำ”...ประเด็นสำคัญคือผู้ต้องหาบางรายเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำมาได้ไม่นาน แต่กลับมาก่อคดีอุกฉกรรจ์ระดับชาติซ้ำอีก สะท้อนจุดอ่อนของระบบการฟื้นฟูและดัดนิสัยผู้ต้องขัง รวมถึงการขาดมาตรการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพก่อนปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคมหรือไม่?ต่อเนื่องไปถึงช่องว่างของการติดตามหลังพ้นโทษ “ประเทศ ไทย” ยังขาดระบบ Post–release monitoring หรือ...ระบบเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินความเสี่ยงของผู้กระทำความผิดรุนแรงหลังจากพ้นโทษอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สังคมภายนอกต้องรับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า?อาจารย์ช้าง มือปราบคอลเซ็นเตอร์ ตอกย้ำประเด็นนี้เอาไว้น่าสนใจด้วยว่า“ทุกครั้งที่เกิดคดีสะเทือนขวัญ สังคมมักถามว่ากฎหมายไทยเบาเกินไปหรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ...เหตุใดผู้ที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว จึงยังสามารถกลับมาก่อเหตุซ้ำได้?”กฎหมายไทยไม่ได้ขาดบทลงโทษ เพราะคดีฆ่าชิงทรัพย์มีโทษสูงสุดถึง...“ประหารชีวิต” แต่หากผู้กระทำผิดที่มีประวัติอาชญากรรมยังสามารถกลับเข้าสู่สังคมโดยไม่มีระบบติดตาม ประเมินความเสี่ยงและเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกประชาชนต้องการเห็นมากกว่าการจับกุมหลังเกิดเหตุ แต่ต้องการระบบที่สามารถลดโอกาสเกิดเหตุได้ตั้งแต่ต้นทางการลงโทษที่รุนแรงเพียงอย่างเดียว อาจสร้างความหวาดกลัวได้ แต่การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว แน่นอน และการป้องกันผู้กระทำผิดซ้ำอย่างเป็นระบบ คือสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนทั้งนี้ หากจะสรุปว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจาก “กฎหมายเบา” หรือ “การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็ง” จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของคดีนั้นเป็นรายกรณี ไม่ควรสรุปจากเพียงการมีประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียว เพราะกระบวนการยุติธรรมแต่ละคดีมีรายละเอียดและข้อจำกัดที่แตกต่างกันแต่ก็เข้าใจแหละครับว่าประชาชนส่วนใหญ่เมื่อได้เห็นพฤติกรรมของอาชญากร ที่สร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของประเทศไทยโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ก็คงจะอยากให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษอย่างสาสมในสิ่งที่ได้กระทำ...ผมไม่อยากพูดเลยว่าตราบใดที่ศาลยังมิได้ตัดสินผู้ต้องหา ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์..เพราะสำหรับผมนั้นผมอยากจะใช้คำว่า “เลวบริสุทธิ์” จริงๆครับอาจารย์ช้าง มือปราบคอลเซ็นเตอร์ บอกอีกว่า กระบวนการลงโทษผู้กระทำความผิด มีหลักคิดในการให้โอกาสผู้กระทำได้กลับเนื้อกลับตัวกลับมาอยู่ร่วมกับสังคมคงเอามาใช้กับไอ้ป๋องกับพวกไม่ได้...ไม่รู้ว่าตอนนี้บรรดาเหล่านักโทษ จะเตรียมการต้อนรับจัดหนักไอ้ป๋องและไอ้ธงอย่างไรหากอนาคตเกิดอะไรขึ้นมากับไอ้สองตัวนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงจะยอมรับได้...ขอเรียกภารกิจนี้ว่า “ส่งน้องกลับนรก”คดีนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมามองข้ามช็อต ไม่ใช่แค่การจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเร่งปฏิรูประบบคัดกรองผู้ต้องขังความเสี่ยงสูง..สร้างระบบติดตามเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม