พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ.ซุ่มออกหมายจับ บุกล็อกตัวเซียนพระชื่อดัง “โทน บางแค” ตุ๋นขายกล้องส่องพระรุ่นพิเศษลวงโลก อ้างจับมือกับบริษัทเลนส์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมันจัดแคมเปญครบรอบ 175 ปี ปั่นราคาเพิ่มมูลค่าสินค้าถึงชิ้นละเกือบ 1.6 หมื่นบาท เหยื่อแห่ซื้อถล่มทลายฟันเงินไปร่วม 20 ล้านบาท แต่พอได้สินค้ามาคุณภาพไม่ต่างจากของทั่วไป เข้าร้องทุกข์ให้ตำรวจพิสูจน์ทราบ สอบถามไปที่บริษัทแม่ ตอบคำถามกลับมาถึงบางอ้อ เซียนพระดังสั่งซื้อกล้องส่องพระราคาต่ำสุดแค่ชิ้นละ 2,450บาท แต่ขอให้ใส่ซีเรียลนัมเบอร์และเปลี่ยนสีด้ามจับเป็นสีน้ำเงินเท่านั้น เจ้าตัวยังปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตำรวจบุกจับเซียนพระดัง เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ส.ค. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการ พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ.นำกำลังพร้อมหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าค้นบ้านเลขที่ 299/51 หมู่บ้านแกรนด์บางกอกบูเลอวาร์ด ต.บางขุนกอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี และบริษัทพระเครื่องเมืองไทย 179/132 หมู่ 7 ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จับกุมนายโทนทอง สุขแก่น หรือโทน บางแค อายุ 44 ปี เซียนพระชื่อดัง ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1079/2569 ลงวันที่ 31 ก.ค.69 ข้อหาฉ้อโกง ข้อหาฉ้อโกงประชาชน และข้อหาโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แต่ไม่พบ ตรวจสอบทราบว่า ออกจากบ้านไปเมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 5 ส.ค. พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4บก.ปอศ. เจรจากับภรรยานายโทนให้โทร.ประสานเข้ามอบตัว รับปากว่าจะให้ความเป็นธรรม เวลา 10.30 น. นายโทนจึงเดินทางกลับมามอบตัวคดีจับกุมนายโทน บางแค ครั้งนี้สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายหลายราย เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เนื่องจากถูกนายโทนหลอกขายกล้องส่องพระรุ่น Zeiss Blue Marine การกุเรื่องอ้างว่า เป็นกล้องรุ่นพิเศษ ที่ตัวเองได้รับเกียรติเป็นคนไทยคนแรกร่วมมือกับบริษัทเลนส์ชื่อดังระดับโลกอย่างไซส์ส (Zeiss) ประเทศเยอรมนี ทำโปรเจกต์ระดับโลกดังกล่าวขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 175 ปีของไซส์ส นอกจากนี้ยังโฆษณาว่า กล้องรุ่นพิเศษดังกล่าวเป็นการผลิตแบบลิมิเต็ดอิดิชันเพียง 3,175 ชิ้น รวมถึงอวดอ้างคุณสมบัติของตัวเลนส์กล้องว่า มีความคมชัดและจับโฟกัสได้ไวกว่ากล้องส่องพระปกติทั่วไป เพื่อต้องการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงเกินจริง สร้างกระแสให้เกิดความต้องการของลูกค้าจนยอดสั่งซื้อพุ่งสูงเกือบ 20 ล้านบาทในเวลาไม่กี่วัน แม้กล้องส่องพระดังกล่าวจะราคาสูงถึงชิ้นละ 15,999 บาทหลังรับเรื่องตรวจสอบ พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ทำหนังสือสอบถามไปยังบริษัทตัวแทนจำหน่ายไซส์สในประเทศไทยและบริษัทใหญ่ที่ประเทศเยอรมนีพบว่า บริษัทไม่เคยมีโครงการร่วมมือกับนายโทน รวมถึงไม่ได้จัดทำแคมเปญครบรอบ 175 ปีดังกล่าว ส่วนกล้องไซส์ส บลู มารีน (Zeiss Blue Marine) ที่นายโทนจัดทำขึ้น ไม่ได้เป็นโปรเจกต์ระดับโลกตามที่กล่าวอ้าง เป็นเพียงกล้องที่นายโทนสั่งผลิตผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ไม่ใช่การติดต่อกับบริษัทใหญ่ที่เยอรมนีโดยตรง ทั้งหมดเป็นการแอบอ้างโดยที่ทางบริษัทไม่ได้อนุญาต อีกทั้งกล้องรุ่นที่นายโทนจำหน่ายให้บรรดาเซียนพระและผู้สั่งซื้อ เป็นเพียงกล้อง D40 รุ่นธรรมดา ที่วางขายตามท้องตลาดราคาประมาณ 3,500 บาท เลนส์ที่ใช้ยังเป็นเลนส์พลาสติกตัวเริ่มต้น หรือเลนส์ต้นทุนถูกสุดในสายการผลิตของบริษัท มีต้นทุนการผลิตกล้องตกอยู่ที่ชิ้นละ 2,450 บาท ไม่ได้พิเศษแต่อย่างใด ข้อแตกต่างจะมีเพียงแค่สีตัวด้ามจับที่เป็นสีน้ำเงิน และการสลักซีเรียลนัมเบอร์ลงบนตัวกล้อง พร้อมของแถมการ์ดรับกล้อง 175 ปีที่นายโทนทำขึ้นเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้นแม้ทางกฎหมายนายโทนมีสิทธิ์ตั้งราคากล้องสูงได้ เพราะไม่ใช้สินค้าควบคุม รวมถึงไม่ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมบังคับซื้อ แต่การที่แอบอ้างบริษัทไซส์สเยอรมันสร้างสตอรีแคมเปญ 175 ปีขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการรับรองจากบริษัทเพื่อสร้างแรงจูงใจหรือสร้างกระแสความต้องการจากผู้บริโภค ทั้งที่รู้ว่าข้อมูลที่นำเสนอหรือโฆษณาผ่านคอนเทนต์ตามแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆเป็นเท็จ หรือเกิดจากการที่ตัวเองกุเรื่องขึ้นมา ทำให้การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงผู้คนเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์จากการขาย พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับดังกล่าวต่อมาเวลา 14.00 น. หลังตรวจค้นบ้านและบริษัทเพื่อหาหลักฐานเสร็จสิ้น ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ.ควบคุมตัวนายโทน บางแค เข้ามาสอบสวนที่ บก.ปอศ. ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีพฤติกรรมเป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ นายโทนตอบว่า “ยิ่งถูกตรวจสอบ ยิ่งสง่างามครับ ยินดีเข้าสู่กระบวนการ” ถามอีกว่า เมื่อคืนหนีไปไหน แต่นายโทนไม่ตอบ ก่อนที่ชุดจับกุมนำตัวนายโทนเข้าตัวอาคารไปสอบปากคำต่อไปต่อมาเวลา 15.30 น. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. เผยว่า สามารถยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับคดีได้หลายรายการ อาทิ กล้องส่องพระซึ่งเป็นวัตถุพยานในลอตตามคดีประมาณ 10 ตัว ใบโบรชัวร์โฆษณาสินค้า เอกสารประกอบต่างๆ เสื้อ และตราประทับบริษัท คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดี “มาดามเก่ง” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ตำรวจ บก.ปอศ.รับผิดชอบเฉพาะคดีกล้องส่องพระ ล่าสุดมีผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับของโทน บางแค เข้าแจ้งความแล้ว 12 คน มูลค่าความเสียหายในส่วนที่ร้องทุกข์ประมาณ 3.2 ล้านบาท พฤติการณ์คือ ผู้ต้องหาโฆษณาขายกล้องส่องพระอ้างว่าเป็นรุ่นลิมิเต็ด แต่จากการตรวจสอบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ บริษัทผู้นำเข้าและพยานหลักฐานพบว่า ไม่ได้เป็นรุ่นลิมิเต็ดตามอ้าง มีคุณภาพเทียบเท่ากล้องราคา 1,000 บาทเศษ แต่กลับนำมาหลอกขายราคาสูงถึงตัวละกว่า 10,000 บาท“คาดว่ามีผู้เสียหายประมาณ 40-50 คนมูลค่าความเสียหายราว 40 ล้านบาท ทั้งนี้ มีผู้เสียหายบางส่วนไม่ประสงค์ดำเนินคดีเนื่องจากได้รับการชดใช้ความเสียหายแล้ว ส่วนกระแสข่าวว่า นายโทนหลบหนี ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่นำหมายจับเข้าตรวจค้นบ้าน เมื่อนายโทนทราบเรื่องจึงเดินทางมาพบให้การปฏิเสธ ขอไม่ให้การชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงแจ้ง 2 ข้อหา ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชนและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ (นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ) จากนั้นนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือและสอบปากคำตามขั้นตอน ส่วนการประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ผกก.4 บก.ปอศ.ฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานเบื้องต้น พบว่ามีนายโทนเพียงคนเดียว ไม่พบผู้ร่วมขบวนการรายอื่น” ผบก.ปอศ.กล่าวล่าสุดเวลา 18.30 น. นายโทนทอง สุขแก่น หรือโทน บางแค ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวชั้นพนักงานสอบสวน วางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาท พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ทั้งนี้ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธ แต่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และเตรียมชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย สำหรับการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้น พนักงานสอบสวนพิจารณาด้วย 4 เหตุผล ได้แก่ 1.ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี 2.ไม่มีพฤติการณ์เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เนื่องจากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานไว้เกือบครบถ้วนแล้ว 3.พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท และ 4.พิจารณาเทียบเคียงหลักเกณฑ์ตามข้อบังคับของศาลฎีกา จึงกำหนดวงเงินประกันตัวไว้ที่ 1 ล้านบาท.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่