“อนุทิน” เปิดทำเนียบฯ หารือ “มิน อ่อง หล่าย” ยกระดับร่วมมือความมั่นคงสางปัญหาชายแดน-ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ตุ๋นออนไลน์ ฟอกเงิน ตั้งคณะทำงานร่วมแก้มลพิษในแม่น้ำ เล็งขยายมูลค่าการค้าให้ได้ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ “โรม” ติงไปรับรองความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา รบ.เร่งหาต้นตอข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล “สกมช.” เต้นประเมินระบบสารสนเทศ 300 กรม “อนุดิษฐ์” ขยี้คนไทยเผชิญภัยความมั่นคงไซเบอร์ “เอิร์ธ-ธนารัตน์” เข้าพบ บก.สอท.1 ให้ข้อมูลในฐานะพยาน แฉข้อมูลรั่ว 19 กระทรวง 20หน่วยงาน มือมืดปล่อยมัลแวร์ยึดรหัสผ่าน จนท.รัฐดูดข้อมูล 5 แสนรายไปขาย ยันเจตนาดีไม่เกี่ยวการเมือง ตร.ไซเบอร์ห่วงแก๊งคอลฯใช้ล่าเหยื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล โดยจะยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ“อนุทิน” ต้อนรับหารือ “มิน อ่อง หล่าย”เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย (H.E. Mr. Min Aung Hlaing) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล โดยนำประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ เชิญถ่ายภาพร่วมกันที่บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมลงนามสมุดเยี่ยมของรัฐบาล ชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ณ ห้องสีงาช้างจากนั้นนายอนุทินและ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า แลกเปลี่ยนมุมมองส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน จากนั้นเวลา 11.25 น. ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า มีการหารือข้อราชการเต็มคณะระหว่าง รมต.ทั้งสองประเทศร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯเปิดเผยผลการหารือว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียนและร่วมกันสานต่อความร่วมมือ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งสองประเทศ โดยเห็นพ้องจะรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกฯย้ำความสำคัญการรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์และการฟอกเงิน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ด้านเศรษฐกิจเน้นย้ำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด-เมียวดี)และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน ด้านแรงงาน รัฐบาลไทยมุ่งมั่นคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน ส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศตั้งคณะทำงานร่วมแก้มลพิษแม่น้ำน.ส.รัชดากล่าวว่า ด้านสิ่งแวดล้อมย้ำปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ เป็นความรับผิดชอบร่วมกันเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกันจากนั้นเวลา 12.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี นายอนุทินและ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นสักขีพยานพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 3 ฉบับได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานและความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน 2.ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference : TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา 3.บันทึกความเข้าใจสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสาร สนเทศกับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจโลกในทางสันติเล็งขยายการค้าให้ได้ 1.2 หมื่นล้านต่อมาเวลา 14.30 น. ที่ห้อง Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 โดยมีนักธุรกิจจาก 2 ประเทศเข้าร่วมกว่า 700 คน นายอนุทินกล่าวว่า มิงกะลาบา (สวัสดี) รู้สึกยินดีเป็นเกียรติที่ได้ร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมาในการเปิดงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 และได้พบกับผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งสองประเทศไทยและเมียนมา พร้อมก้าวไปสู่บทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ปัจจุบันเมียนมาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรายังมีโอกาสจะเติบโตได้อีกมาก ตนและประธานาธิบดีเมียนมาตั้งใจร่วมกันจะทำให้บรรยากาศการค้าสองประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ ผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยและเมียนมามีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาค ถ้าเราร่วมมือกันได้ใช้ระบบขนส่งสินค้าของทั้งสองประเทศและภาคเอกชน จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนสู่โอกาส ขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จส่งผลถึงเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน เจซูเตตินบาแด (ขอบคุณครับ)ชวนนักธุรกิจไทยเชื่อมั่นร่วมลงทุนด้าน พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่าไทยและเมียนมาได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ขอขอบคุณประเทศไทยในฐานะมิตรภาพที่แท้จริง และให้ความเข้าใจต่อประเทศเมียนมา เมียนมาและไทยร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จะมีการขยายความร่วมมืออีกหลายด้าน ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ อันดับ 5 ในประเทศเมียนมา มีโครงการลงทุนรวม 103 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยให้มั่นใจในการเข้ามาลงทุน เรามุ่งมั่นส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ เราจะคุ้มครองการลงทุนในเมียนมา ทุกการลงทุนภายในเมียนมาได้บังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 4 ฉบับอย่างต่อเนื่องตั้งปี 2024 รัฐบาล ได้ดำเนินการทางเศรษฐกิจหลายด้าน เช่น การลงทุนในด้านยานยนต์ไฟฟ้า จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยที่สนใจเข้าร่วมลงทุน เชื่อมั่นว่าหากนำข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติของเมียนมามาผสานเข้ากับเทคโนโลยี เงินทุน และประสบการณ์การบริหารจัดการของนักธุรกิจไทย เราจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแบบ Win-Win ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายอย่างมั่นคงจากนั้นเวลา 18.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นเกียรติแด่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่ตึกสันติไมตรีเปิดเวทีระดับทวิภาคีทุกมิตินายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ แถลงสรุปภาพรวมประธานาธิบดีเมียนมาเยือนประเทศไทยว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมาที่นำไปสู่ประชาธิปไตย พาประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้า พัฒนาเศรษฐกิจระดับที่สูงขึ้น นายกฯได้หารือกับประธานาธิบดีเมียนมาครอบคลุมทุกมิติ ตรงไปตรงมา สร้างสรรค์ เห็นตรงกันต้องพัฒนาความร่วมมือทุกด้านที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างกันให้เป็นประโยชน์ ส่วนความมั่นคงระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยมีเป้าหมายทำให้ชายแดนเมียนมาเป็นชายแดนแห่งสันติภาพ ชายแดนแห่งการพัฒนา ทำให้ประชาชนดำรงชีวิตด้วยความปลอดภัย การค้ากลับสู่ปกติและปราบปรามอาชญากรรมตามแนวชายแดนเข้มข้น โดยเฉพาะยาเสพติด หลอกลวงออนไลน์ภัยคุกคามต่อโลก รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ไทยได้ย้ำต่อประธานาธิบดีเมียนมาพากลับสู่อาเซียน เพราะเมียนมาน่าจะมีความสำคัญกับอาเซียนในช่วงที่โลกเจอกับความผันแปร ไทยพร้อมอำนวยความสะดวก เมียนมาเห็นถึงความปรารถนาดีของไทย หากมีความพร้อมเมื่อไหร่ ไทยพร้อมแสดงบทบาทนี้ปชน.ติงตีตราชอบธรรม รบ.ทหารพม่าที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาจากว้า กองกำลังที่ไม่ฟังรัฐบาลทหารเมียนมา ทุกคนรู้แต่ทำเป็นละคร เราจะเอาอย่างไรกับกลุ่มกองกำลังที่ไม่ได้ต่างอะไรจากกองกำลังก่อการร้าย เป็นห่วงว่าสุดท้ายไม่ต่างอะไรจากเป็นการไปช่วยแสตมป์ความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ฉันทามติ 5 ข้อ การหยุดยิงรัฐบาลทหารเมียนมาชัดเจน รัฐบาลไทยจะยอมให้ฉันทามติ 5 ข้อ ไม่มีความหมายใช่หรือไม่ ไทยควรจะวางท่าทีอย่างไรกับรัฐบาลทหารเมียนมารบ.หาต้นตอข้อมูลรั่วเช็กยิบ 300 กรมเมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายกฯสั่งการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในกรณีภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงและประชาชนถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รายงานผลตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบว่าฐานข้อมูลภาครัฐถูกเจาะโดยตรง ได้ปิดช่องทางการเข้าถึงที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลหาสาเหตุและผู้เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม ระงับบัญชีผู้ใช้งานผิดปกติ สั่งเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก ส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สืบสวน กรมการปกครองยืนยันยังไม่พบการรั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักระบบทะเบียนราษฎร สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งตรวจสอบประเมินระบบสารสนเทศ หน่วยงานภาครัฐ 300 กรมทั่วประเทศใน 30 วัน พร้อมผลักดันให้ทุกหน่วยงานใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication : MFA) เป็นมาตรฐาน รัฐบาลไม่ปกปิดปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ และนำข้อเสนอปิดช่องโหว่“อนุดิษฐ์” ขยี้ภัยความมั่นคงไซเบอร์ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) และอดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าข้อมูลของประชาชนทุกคน กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงอันตราย ไม่ต่างจากการเจาะระบบ ทุกกระทรวงได้รับงบฯจัดหาระบบรักษาความมั่นคงไซเบอร์จำนวนมากในแต่ละปี ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยดีขึ้นจริงหรือไม่ รัฐบาลควรรวบรวมและเปิดเผยงบฯไซเบอร์ย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี ตรวจสอบโครงการซ้ำซ้อน ผู้รับจ้าง ขอบเขตงานและผลการทดสอบจริง อยากเรียกร้องให้นายกฯกำหนดให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุความมั่นคงไซเบอร์ระดับชาติ ตั้งคณะตรวจสอบ มีผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าร่วมและเปิดเผยรายงานข้อเท็จจริง“ธนารัตน์” เข้าพบ บก.สอท.1 ให้ข้อมูลเมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ หรือเอิร์ธ ซีอีโอของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.รชตโชค ลีวาณิชคุณ รอง ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท. และพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ให้ข้อมูลกรณีพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลทั้งรูปถ่ายติดบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลของบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี รวมถึงประชาชนจำนวนมากปูดข้อมูลรั่ว 19 กระทรวง 20 หน่วยงานนายธนารัตน์เผยว่า ก่อนหน้านี้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์กับตำรวจไปแล้ว ยอมรับแปลกใจที่ถูกเรียกเข้าพบเพราะอาจนำไปสู่การดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ พยายามแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ทั้งยื่นเรื่องผ่านกรรมาธิการด้านดิจิทัลฯและหน่วยงานรัฐ แต่เรื่องกลับเงียบ แม้เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน กระทั่งพบข้อมูลรั่วไหลรอบใหม่ที่มีภาพถ่ายใบหน้า จึงตัดสินใจเผยแพร่ข้อมูลบุคคลระดับสูง เพื่อให้เกิดการตื่นตัว ไม่ได้มีเจตนาทางการเมือง ปัญหาข้อมูลรั่วไหลขยายวงกว้างครอบคลุมทั้ง 19 กระทรวงและสำนักนายกฯ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษา ธิการ รวม 20 หน่วยงาน พบว่า มีเว็บไซต์รวบรวมรหัสผ่านที่รั่วไหลเพื่อนำไปขาย ขณะที่เคยแจ้งปิดช่องโหว่อย่างเป็นทางการแล้ว 3 หน่วยงาน ได้แก่ สปสช. และภาคเอกชนอีก 2 แห่งมัลแวร์เจาะรหัสดูดข้อมูล 5 แสนรายขายนายธนารัตน์กล่าวว่า ขณะนี้พบข้อมูลรั่วไหลของคนไทยกว่า 500,000 ราย ส่วนใหญ่เกิดจากรหัสผ่านของเจ้าหน้าที่รั่วไหล เพราะคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ไม่ใช่การแฮ็กระบบโดยตรง ก่อนถูกนำไปรวบรวมและจำหน่าย เมื่อผู้ซื้อได้รหัสผ่านจะทดลองเข้าสู่ระบบ หากพบข้อมูลที่มีมูลค่า จะสร้าง API ดึงข้อมูลออกไปขาย สำหรับข้อมูลของ สปสช.เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้จำนวนมาก ทั้งเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนบ้าน เลขบัตรประชาชนของบิดามารดา เชื่อมโยงเป็นแผนผังครอบครัวได้ รวมถึงพบข้อมูลทะเบียนรถและภาพถ่ายใบหน้า จึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของหน่วยงานรัฐ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การตั้งรหัสผ่าน แต่รวมถึงการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น พบข้อมูลบางส่วนรั่วไหลทั้งที่เก็บไว้นานกว่า 5 ปีไร้เจตนาการเมืองพร้อมสู้คดีตาม ก.ม.นายธนารัตน์กล่าวต่อว่า ข้อมูลบุคคลสำคัญมักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าในการซื้อขาย ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงอยากให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดกว่าการปิดระบบเพียงอย่างเดียว เมื่อถามว่านายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มองว่าอาจมีนัยทางการเมือง นายธนารัตน์กล่าวว่า เข้าใจที่หลายคนจะมองเช่นนั้น เพราะข้อมูลที่เผยแพร่เป็นบุคลากรในหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรค ภท. แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทางการเมือง ขณะที่กรมการปกครองเตรียมดำเนินคดี พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ยอมรับว่าเคยถูกแจ้งความลักษณะเดียวกันมาแล้วจากกรณีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล จุดเริ่มต้นการติดตามปัญหานี้เกิดจากตรวจสอบระบบบัตรเลือกตั้ง ก่อนได้รับข้อมูลจากบุคคลนิรนามว่ามีการซื้อขายสมุดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงขยายผลตรวจสอบต่อ พบว่ามีข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกนำออกมาจำหน่าย จึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาจริงจังตร.ไซเบอร์ห่วงแก๊งคอลฯใช้ล่อเหยื่อพล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมการปกครอง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บก.สอท.1 แล้ว เป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรั่วไหล ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใด ขณะที่การเชิญนายธนารัตน์มาในวันนี้ เป็นเพียงการสอบปากคำในฐานะพยานและยังไม่มีการดำเนินคดี ส่วนแนวทางการก่อเหตุจากข้อมูลการสืบสวนพบว่า คนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กบัญชีผู้ใช้งานหรือ User ที่มีสิทธิเข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง และนำไปซื้อขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ร่วมกับ PDPC/สกมช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ Log File และเส้นทางการเข้าถึงระบบ รวมถึงตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีผู้ใช้ถูกแฮ็กหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ สิ่งที่ตำรวจไซเบอร์กังวลมากที่สุดคือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำรายละเอียดของเหยื่อมาใช้หลอกลวงแบบเจาะจง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อได้ง่ายเตือนเช็กย้อนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพพล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า ขอเตือนไปยังประชาชนว่าหากได้รับโทรศัพท์จากผู้อ้างเป็นหน่วยงานต่างๆและบอกรายละเอียดส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง อย่าเพิ่งหลงเชื่อหรือปฏิบัติตามคำสั่ง ให้รีบวางสายและโทรศัพท์กลับไปตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นโดยตรง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เมื่อถามว่าหน่วยงานไหนจะเป็นผู้ดูแลเรื่องป้องกันเป็นหลัก พล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบด้านการป้องกัน ทั้ง สกมช.และ สคส. ตำรวจไซเบอร์มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สืบสวนสอบสวน ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดเมื่อเกิดเหตุขึ้น“โรม” ขยี้สินบน 40 ล้านนายคิวลอยนวลนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานคณะ กมธ.การกฎหมายสภาฯ กล่าวถึงการประชุม กมธ.วาระติดตามกรณีคดีสินบน 40 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ว่า พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ จะเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับคดี น่าจะได้ทราบกันว่า “นายคิว” ผู้ที่ถูกอ้างถึงว่าเป็นผู้ดูแลเว็บพนัน 4,000 เว็บไซต์จนถึงวันนี้ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียก หรือดำเนินคดีอะไรเลย แม้จะมีการออกหมายเรียกทุกคนยกเว้นนายคิว คำถามที่สังคมกำลังสงสัยสาเหตุเกิดจากอะไร มีข้อสันนิษฐาน 2 ข้อการที่นายไชยชนกไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่กองปราบ คือ 1.นายไชยชนกร้องทุกข์กล่าวโทษเท็จกล่าวหานายคิว หรือ 2.ไม่ใช่การร้องทุกข์เท็จ แต่เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนายคิว ใช้ชีวิตอย่างสบายอยู่ในเมืองไทยได้ โดยไม่โดนออกหมายเรียก ไม่ถูกออกหมายจับ ไม่มีการดำเนินการอะไร สุดท้ายเรื่องนี้จะล่องหนอยู่ในคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไป.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่