จากวิกฤติราคามะพร้าวน้ำหอมของประเทศไทยตกต่ำ เกษตรกรต้องขายผลผลิตแบบขาดทุน ขณะที่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้มีมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งเร่งขอความร่วมมือบริษัท ห้างร้าน ห้างค้าส่ง ค้าปลีกใหญ่ บริษัทน้ำมัน เพื่อรับซื้อและกระจายผลผลิต รวมทั้งรณรงค์การบริโภคมะพร้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแต่นั่นก็เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นราคามะพร้าวให้ขยับขึ้นได้มากนัก เนื่องจากผลผลิตมีออกมาจำนวนมาก ในภาวะที่เรียกว่าล้นตลาด ขณะที่อีกปัญหาใหญ่คือการส่งออก ที่ปัจจุบันการขายผลผลิตจากสวนส่วนใหญ่จะผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือล้งผลไม้ที่ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายธุรกิจจากประเทศจีนปัญหานี้ ล่าสุดนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้เตรียมเปิดพื้นที่ “ล้งกลาง” เพื่อรับซื้อผลผลิตมะพร้าว และให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับ ปปง. ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบล้งต่างๆ หลังมีกระแสข่าวล้ง 200 กว่าแห่ง จะหยุดรับซื้อผลผลิตชั่วคราว แต่การตรวจสอบไม่พบเหตุดังกล่าวอย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่าล้งบางรายอาจเข้าข่ายกระทำความผิดกฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว อาจใช้นอมินีคนไทยสวมสิทธิประกอบธุรกิจการเกษตรในประเทศไทยทั้งระบบ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายต่างๆจะร่วมกันตรวจสอบในเชิง ลึกต่อไป เพื่อแก้ไขสาเหตุสำคัญในกรณีนี้ทั้งหมดทั้งปวงจากเสียงสะท้อนของเกษตรกร และการประเมินวิเคราะห์โดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า ปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำมาจากปัจจัยต่างๆ ทั้งผลผลิตเกินความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นหลายแสนไร่ หลังราคามะพร้าวสูงมากเมื่อ 2–3 ปีที่ผ่านมาปัญหาต้นทุนปัจจัยการเพาะปลูก และการผลิตที่สูงขึ้น การเข้ามาลงทุนธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมของทุนจีน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ปัญหาล้งรวมตัวกดราคารับซื้อ การปลอมปน การสวมสิทธิมะพร้าว และผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวส่งออกประเทศที่สาม การมีคู่แข่งที่ผลผลิตราคาถูกกว่าแต่คุณภาพใกล้เคียงกัน ฯลฯเรียกว่าหลายประเด็นเป็นปัญหาวนเวียนเดิมๆ มีโอกาสเกิดซ้ำกับผลผลิตเกษตรและผลไม้อื่นๆ ทั้งทุเรียน มังคุด กล้วยหอม โดยที่ภาครัฐและรัฐบาลยังเน้นแก้ไขเฉพาะหน้า ไม่ลงลึกต้นตอสาเหตุ โดยเฉพาะการขาดการวางแผน ควบคุม สนับสนุน ส่งเสริมภาคการเกษตรไทยอย่างเป็นระบบทั้งโครงสร้าง ที่มีประสิทธิ ภาพและจริงจัง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม