ถ้าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดศึกยืดเยื้อกับอิหร่าน จะถือเป็นบททดสอบ มหาหินของรัฐบาลอนุทิน 2 และกึ๋นของเหล่าเทคโนแครต ภายในพรรคภูมิใจไทย จะมีดีเหมือนภาพลักษณ์ที่ฉายกันออกมาหรือเปล่า ต่อเมื่อวิกฤติราคาพลังงาน และเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงปัญหาปากท้องพุ่งชน เช่น ราคาพลังงานทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้น ไทยเผชิญภาวะน้ำมันแพง ต้นทุนการผลิตสินค้าอาจดีดขึ้นตามเป็นเงา ส่งผลให้ค่าครองชีพประชาชนพุ่งกระฉูด ขณะที่ความปลอดภัยของแรงงาน ไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่อิสราเอลก็น่าเป็นห่วงยิ่ง หากสงครามขยายวงกว้าง รัฐบาลต้องเผชิญกับภารกิจอพยพแรงงานมหาศาลมีผลต่อรายได้ ที่ส่งกลับเข้าประเทศ และความมั่นใจของประชาชนต่อการจัดการของรัฐ ไม่นับรวมการชะลอตัวภาคการท่องเที่ยว และส่งออก บรรยากาศสงครามจะทำให้กำลังซื้อทั่วโลกหดตัว ค่าเงินบาทอาจผันผวนรุนแรงแถมนักท่องเที่ยวจะระมัด ระวังการเดินทางมากขึ้น กระทบเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทยไทยอาจจะถูกบีบให้เลือกข้างมากขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐฯเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง ส่วนจีนที่ก็เป็นคู่ค้าหลักของไทย มีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน แนวทางรับมือสำหรับรัฐบาลอนุทิน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองหลายคนให้แง่มุมทางรอดจากวิกฤติครั้งนี้เอาไว้น่าสนใจหลาย ด้าน โดยแจกแจงการดำเนินยุทธศาสตร์เป็นต้นว่าด้านเศรษฐกิจและพลังงานต้องเร่ง ตรวจสอบ เพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อย 3—6 เดือน ด้านความมั่นคงและแรงงาน แผนอพยพฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ต้องมีฐานข้อมูลแรงงานที่แม่นยำและช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงตัวบุคคลได้ทันที เพื่อให้การอพยพ รวดเร็วกว่าในอดีตเน้นการทูตแบบสมดุล เรียกร้อง สันติภาพตามแนวทางสหประชาชาติ เพื่อ รักษาความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไปพร้อมๆ กัน เตรียมงบกลางสำรองไว้สำหรับกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ พุ่งสูง อย่าประเมินปัญหาปากท้องต่ำ จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองยิ่งภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือดพล่าน รัฐบาลอนุทินต้องยิ่งแสดงศักยภาพด้านการบริหารจัดการวิกฤติ ต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ ให้เหมือนบริหารการเมืองเชิงโควตา ทำการจัดวางบ้านใหญ่ 80 กว่าตระกูลได้ชะงัด หากรับมือได้ดีบารมีพร้อมฐานเสียงก็เพิ่มตาม แต่หากพลาดพลั้งทำเศรษฐกิจพังทลาย อาจกลายเป็นจุดตายรัฐบาล.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม