ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ “นับแต่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่าน” ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกสังหารหลายรายจนมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธไปยังหลายประเทศในอ่าวอาหรับ เพื่อตอบโต้เป้าหมายฐานทัพทางทหารสหรัฐฯแม้ว่าสถานการณ์นี้ “ยังไม่พัฒนาไปสู่สงครามโลก” เพราะมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนยังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล “แต่ก็ได้บานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคไปแล้ว” จนเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร และสงครามตัวแทนในหลายพื้นที่ในขณะนี้ขณะเดียวกัน “ภาพของการแบ่งขั้วก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ” โดยผ่านท่าทีการสนับสนุนด้านทหาร การเปิดใช้ฐานทัพ และการลงมติในเวทีโลก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ในศตวรรษที่ 21 นี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ มองว่าปัจจัยเร่งการโจมตีครั้งนี้มาจาก “การฉวยโอกาส” เพราะความขัดแย้งเดิมที่สะสมมานาน ทั้งประเด็นโครงการนิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธ และการสนับสนุนกลุ่ม Hezbollah และ Hamas ซึ่งความตึงเครียดดำเนินมาตั้งแต่สมัยบารัค โอบามา จนถึงโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างพยายามเจรจาแต่ก็ไม่สำเร็จดังนั้นหากมองหาจุดเริ่มต้นก็คือ “ความอ่อนแอสะสมของอิหร่านที่ชัดเจนขึ้น” หลังถูกโจมตีจากอิสราเอลในช่วงปีที่แล้วจนทำลายขีดความสามารถทางอากาศ และการรบไปหลายส่วน รวมถึงเศรษฐกิจก็ตกต่ำต้องเผชิญกับการชุมนุมประท้วงของประชาชนอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรอบเกือบ 50 ปีทำให้สหรัฐฯ อิสราเอลและพันธมิตรบางประเทศมองว่า “เป็น จังหวะที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน” โดยเฉพาะในยุคทรัมป์มักให้ความสำคัญการใช้แรงกดดันเชิงอำนาจมากกว่าการประนีประนอม แม้อาจจะไม่ถึงขั้นเปลี่ยนระบอบแบบเต็มรูปแบบ “แต่ก็ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผู้นำอิหร่าน” เพราะในมุมของสหรัฐฯมองว่า “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด” มักเป็นคนแข็งกร้าว และไม่เปิดพื้นที่ต่อรอง ด้วยผู้นำอิหร่านมองว่าหากอ่อนข้ออาจจะกระทบต่อความมั่นคง และความสามารถในการป้องกันตนเองเนื่องจากการพัฒนาอาวุธต่างๆ “เป็นสิทธิป้องกันตนเองต่อความอยู่รอดปลอดภัย” ที่เป็นไปตามกติกาสากลแม้จะล่อแหลมต่อการเผชิญหน้ากับหลายประเทศ “กลายเป็นภาวะต่างฝ่ายต่างขยับไม่ได้” ในมุมมองนี้สหรัฐฯจึงตัดสินใจเข้าแทรกแซงเพื่อเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่านทันทีไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลหรืออย่างน้อยก็ต้องทำให้ได้ผู้นำชุดใหม่สามารถเจรจา และประสานผลประโยชน์กับสหรัฐฯได้มากขึ้น โดยมีอิสราเอลทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาผ่านปฏิบัติการทางทหารให้สถานการณ์ตึงเครียด เพื่อให้ทรัมป์ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารเต็มรูปแบบนำมาสู่การพัฒนาความขัดแย้งเป็นวงกว้างอยู่ในขณะนี้ปัญหามีอยู่ว่า “สหรัฐฯประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง” ตามคำให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ก็ไม่คาดคิดว่าความขัดแย้งจะขยายไปหลายประเทศในตะวันออกกลาง แม้ว่าสหรัฐฯจะเปิดฉากโจมตีไปหลายระลอก “อิหร่านยังตอบโต้กลับได้” ขณะที่อิสราเอลก็ขยายปฏิบัติการปราบปรามกลุ่ม Hezbollah ที่เคลื่อนไหวในเลบานอนทำให้ความตึงเครียดลุกลามเป็นวงกว้าง “โกลาหลไปทั่วตะวัน ออกกลาง” อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯก็พยายามเปิดช่องเจรจากับผู้นำอำนาจใหม่ในอิหร่าน “แต่ยังไม่สำเร็จ” เพราะอิหร่านยังสับสนขาดความไว้วางใจกันจากกระแสข่าวสายลับ และการแทรกซึมของหน่วยข่าวกรองต่างชาติ Mossad ทำให้โครงสร้างอำนาจยังไม่ชัดเจนสถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายประเทศ “กังวลอาจลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3” แต่เรื่องนี้ในความเห็นส่วนตัวมองว่ามีโอกาสเป็นไปได้ต่ำ เพราะมหาอำนาจยังไม่เผชิญหน้ากันโดยตรงอย่างรัสเซียก็ยังไม่ได้ส่งกำลังเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่กดดันทางการทูตอยู่เบื้องหลังร่วมกับจีนที่ยังไม่เคลื่อนกำลังเข้าพื้นที่ขัดแย้งเช่นกัน เพียงแต่ว่า “สงครามตัวแทนระดับภูมิภาคขยายวงไปแล้ว” ทำให้รัฐสมาชิก Gulf Cooperation Council ไม่อาจรับมือการลุกลามได้ทัน จนต้องเร่งปรับมาตรการความมั่นคง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแน่นอนว่า “สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้จะทำให้เห็นการแบ่งขั้วของมหาอำนาจชัดขึ้น” แม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง “มหาอำนาจ” แต่ภาพการจัดวางขั้วอำนาจจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างฝ่ายสนับสนุนอิหร่าน เช่น รัสเซีย และจีน เพียงแต่ ยังไม่ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับสหรัฐฯและอิสราเอลเท่านั้นเพราะรัสเซียเองก็กำลังมีภาระจาก “สงครามยูเครน” จึงต้องจัดลำดับความสำคัญก่อน “จีน” ก็ยังมีประเด็นทางเศรษฐกิจ และการค้ากับสหรัฐฯ โดยต้องรอให้ผลเจรจากับทรัมป์สำเร็จก่อน แต่อย่างไรก็ตามแม้จะยังไม่มีการเผชิญหน้าทางทหาร แต่ก็มีท่าทีทางการทูตที่ช่วยถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯอยู่เป็นระยะเช่นกันในส่วนฝั่งสหรัฐฯ สังเกตจาก “พฤติกรรมมากกว่าคำประกาศ” อย่างเช่นใครให้การสนับสนุนทางทหาร ใครสนับสนุนทางการทูต ใครคว่ำบาตร หรือใครวางตัวเป็นกลางแบบมีเงื่อนไข “ตรงนี้จะทำให้เห็นประเทศเอนเอียงไปทางใด” อันเป็นการกระทุ้งเพิ่มแรงกดดันของทรัมป์ในการจัดวางสมดุลอำนาจใหม่โดยกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “เป็นความพยายามขึ้นรูปการเมืองโลกใหม่” ผ่านกำลังทหาร และการป้องปรามมากกว่าการยึดระเบียบโลกเสรีแบบเดิมที่อาศัยสถาบันระหว่างประเทศเป็นแกนกลาง ทำให้ฝั่งที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ก็มีรายงานให้ใช้ฐานทัพภายใต้เงื่อนไขบางประการแล้วถามว่าการทำสงครามครั้งนี้ “สหรัฐฯได้อะไร...?” ในมุมการวิเคราะห์มองได้ 2 ระดับ คือ 1.ระดับผลประโยชน์แห่งชาติ เช่น ตอกย้ำบทบาทผู้นำโลก การสกัดอิทธิพลจีน-รัสเซีย หรือการรักษาอำนาจในตะวันออกกลาง และ 2.การเมืองภายใน ที่อาจมีมิติผลประโยชน์ทางการเมืองของทรัมป์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยท้ายที่สุดความขัดแย้งนี้ “ย่อมกระทบคนทั่วโลก” ทั้งราคาพลังงาน ทองคำ การขนส่ง การเดินทาง ท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะหลายประเทศในอาหรับที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญกำลังเผชิญความไม่สงบนี้ฉะนั้นนานาชาติต้องเร่งผลักดันให้ “ทุกฝ่ายยุติการใช้กำลังกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่ค้างอยู่” เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำ หรือมีแรงจูงใจส่วนตัว หรือผลประโยชน์แห่งชาติแบบใด สุดท้ายความขัดแย้งลักษณะนี้ย่อมต้องจบลงที่โต๊ะเจรจาในอนาคต...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม