รัฐบาลเตรียมอพยพคนไทยจากอิหร่าน อีกระลอก หลังกลุ่มแรก 62 คน กลับถึงไทย อย่างปลอดภัย โดยรวมช่วยเหลือคนไทยแล้ว 292 คน พร้อมประเมินสถาน การณ์การสู้รบยังตึงเครียด ไม่แน่นอน หลังมีการโจมตี ด้วยขีปนาวุธกันไปมา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์แจงยอดสต๊อกปุ๋ยเคมีในไทย ล่าสุดมีเป็นล้านตัน รวมถึง นำเข้าจากอีกหลายประเทศ มั่นใจมีปุ๋ยเคมีเพียงพอใช้งาน และสต๊อกเก่ายังขายราคาเดิม วอนเกษตรกรอย่าซื้อไปกักตุน ด้านสวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจ คนห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางทำราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด รวมถึงมองว่าการสู้รบจะบานปลายการสู้รบระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐ อเมริกา ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เมื่อมีการโจมตีกันไปมาไม่หยุด ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งขึ้นได้อีก และต้องอพยพคนไทยจากพื้นที่เสี่ยงสูงกลับประเทศต่อเนื่อง62 คนไทยจากอิหร่านถึงตุรกีเมื่อวันที่ 8 มี.ค. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 18.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นตุรกี (ช้ากว่าไทย 4 ชม.) เจ้าหน้าที่จุดผ่านแดน Kapikoy ได้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะจากกรมการกงสุล นำโดยนายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา นางสาวพัณณ์ชิตา รมยานนท์ อุปทูต รับคณะคนไทยกลุ่มแรก จำนวน 62 คน นางสาวชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ออกจากอิหร่านผ่านจุดผ่านแดน Razi มายังด่าน Kapikoy ของตุรกีด้วยความปลอดภัยขอบคุณอิหร่าน–ตุรกีที่ช่วยศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งจำเป็นต่างๆ ให้กับคนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ในระหว่างที่พำนักอยู่ในเมืองวานเพื่อรอออกเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป ในวันที่ 8 และ 9 มีนาคม 2569 การอพยพคนไทยในอิหร่านครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวัน ออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย กระทรวงการต่างประเทศขอบคุณฝ่ายอิหร่านและตุรกีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คณะคนไทยอพยพ และขอส่งความห่วงใยไปยังทุกท่าน และขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางติดตามข่าวสารและประกาศจากสถานเอกอัครราชทูต/ สถานกงสุลใหญ่ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด สำหรับคนไทยในประเทศไทยโปรดติดตามความคืบหน้าที่เพจ Facebook กรมการกงสุล หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อ Call Center กรมการกงสุล 0-2572-8442 สายด่วนกองคุ้มครองฯ (Hotlines) 096-216-1837 096-183-6736 064-564-7573ชีอะห์ในไทยไว้อาลัย “คาเมเนอี”ส่วนที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. เวลา 10.00 น. ชาวมุสลิมนิกายชีอะห์กว่า 200 คน รวมตัวกันไว้อาลัยเนื่องด้วยการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี มีการนำดอกไม้ไปวางไว้ด้านในสถานทูตอิหร่าน และนำหนังสือประกาศจุดยืนไปมอบให้กับท่านเอกอัครราชทูตนัสเซอร์รุดดีน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ สายตรวจ บก.สปพ.191 ตำรวจสันติบาล และตำรวจท่องเที่ยว จัดกำลังดูแลความปลอดภัย มีการปิดการจราจรบริเวณหน้าสถานทูตอิหร่านเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00-11.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้มาร่วมกิจกรรมเลือกแสดงออกด้วยสันติวิธีนายอาลี ชาฮุไซนี อายุ 40 ปี ตัวแทนกลุ่มชาวชีอะห์ กล่าวว่าการจัดกิจกรรมวันนี้ไม่ได้เป็นการรวมตัวของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวชีอะห์ รวมถึงชาวซุนนีบางส่วนในประเทศไทยที่เคารพและศรัทธาต่อ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำของอิหร่าน นอกจากจะเป็นผู้นำประเทศแล้ว ยังถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวชีอะห์ทั่วโลกด้วย กิจกรรมในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญที่ชาวชีอะห์ทั่วโลกรักและเคารพอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีชาวชีอะห์ราว 40,000-45,000 คน ต้องการออกมาแสดงจุดยืนว่าในประเทศไทยก็มีผู้ที่รักและเคารพผู้นำดังกล่าว และรู้สึกเสียใจต่อการจากไป การรวมตัววันนี้เป็น การเลือกใช้วิธีการที่สันติ โดยมารวมตัวบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน เพื่อให้กำลังใจรัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่าน แม้จะสามารถไปแสดงออกที่สถานทูตสหรัฐฯหรืออิสราเอลก็ได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยขอความร่วมมือให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบและรักษาความสงบ ประกอบกับผู้ร่วมกิจกรรมเป็นคนไทย จึงเลือกวิธีที่สงบที่สุดถล่มอิหร่านขัด ก.ม.สากลนายอาลีกล่าวอีกว่า การสูญเสียครั้งนี้เปรียบเสมือนการสูญเสียบิดา และเป็นการสูญเสียเสาหลักสำคัญของชาวชีอะห์ ส่วนข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ต้องการเรียกร้องต่อสหรัฐฯ หรืออิสราเอลโดยตรง แต่ต้องการเรียกร้องต่อสหประชาชาติ และผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ให้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็น การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายสากล ยอมรับว่ามีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในอิหร่าน และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ สำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จะต้องหารือร่วมกันระหว่างแกนนำของมัสยิดและฮุไซนียะฮ์ต่างๆก่อน โดยหากมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม จะมีการประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มขอ รบ.ไทยฉลาดวางตัวเป็นกลางนายอาลีกล่าวว่า นอกจากนี้ ฝากถึงท่าทีของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล และหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า ชาวชีอะห์ในประเทศไทยไม่มีเจตนาสร้างปัญหาหรือความวุ่นวายในประเทศ แต่อยากให้หน่วยงานรัฐดูแลทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ทั้งกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่าง พร้อมขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยวางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ถึงแม้จะมีความกังวลว่าท่าทีของรัฐบาลไทยอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เชื่อว่ารัฐบาลไทยมีความรอบคอบและเฉลียวฉลาด อีกทั้งยังมีความเป็นกลาง เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐได้ดูแลสถานการณ์และทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่องสถานการณ์รบยังตึงเครียดต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยนายปาณิดล กล่าวว่า พัฒนาการตะวันออกกลางโดยรวมยังคงมีความรุนแรงมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน คูเวต และเลบานอน ขณะเดียวกันส่งสัญญาณจะไม่โจมตีประเทศอื่นในภูมิภาค มุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพสหรัฐอเมริกาเท่านั้น กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ย้ำว่าเป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้จนกว่าการโจมตีอิหร่านจะยุติลงหรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามหน้าที่ ทั้งนี้ยังต้องจับตาดูการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ล่าสุดมีรายงานใช้โดรนโจมตีคลังเก็บน้ำมันในคูเวต และโจมตีโรงผลิตน้ำจืดในบาห์เรนด้วย ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก อาจพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการโจมตี ที่ส่งผลกระทบให้สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องนำคนไทยออกจากอิหร่านอีกระลอกนายปาณิดล กล่าวอีกว่า ส่วนคนไทยในอิหร่าน กลุ่มที่ 2 จะเดินทางทางบกจากอิหร่าน ในวันที่ 10 มี.ค.ไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล เอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี การอพยพคนไทยในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายออกมาได้แล้ว 292 คนนายปาณิดล กล่าวด้วยว่า การที่สายการบิน Qatar Airways เริ่มให้บริการเส้นทางบริการการบินฉุกเฉินแล้ว เพื่อส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารตกค้างนั้น ในวันที่ 8 มี.ค.ทำการบินนำผู้โดยสารที่ตกค้างในหลายเมืองในยุโรป และจากกรุงเทพฯ กลับไปยังกรุงโดฮาเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี กาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมด โดยรวมขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างในตะวันออกกลางที่ได้รับความช่วยเหลือและเดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งหมด 292 คน ส่วนประเทศอื่นๆสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่จะคงอำนวยความสะดวกดูแลให้คำแนะนำคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศและประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเร่งรัดกระบวนการต่อไปวอนทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงทั้งนี้ นายปาณิดล ระบุด้วยว่า ขอย้ำว่าการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของทุกภาคส่วนสามารถกระทำได้ แต่ในห้วงที่สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง การนำเสนอเนื้อหาข่าวหรือข้อมูลต่อสาธารณชนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเมื่อยังมีคนไทยอยู่ในพื้นที่ ความปลอดภัยของพี่น้องคนไทย คือสิ่งที่มีความสำคัญสูงที่สุดในขณะนี้พณ.แจงไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีเพียบจากนั้น นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงสถานการณ์สต๊อกปุ๋ยเคมีภายในประเทศว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์สต๊อกปุ๋ยเคมีภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีต้องรายงานปริมาณสต๊อก และปริมาณการนำเข้าทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามปริมาณสินค้าและบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 10 ก.พ.69 รายงานสต๊อกเดือน ม.ค.2569 พบว่าไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีอยู่ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตันต่อเดือน ถือว่ามีสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศนำเข้าปุ๋ยเคมีอีกหลายประเทศส่วนสต๊อกเดือน ก.พ.จะมีการรายงานในวันที่ 10 มี.ค.69 คาดว่าปริมาณสต๊อกจะเพิ่มขึ้น จะเป็นการนำเข้าปุ๋ยที่ดำเนินการไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งยังมีการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ แม่ปุ๋ยโพแทสเซียมจากแคนาดาและปุ๋ยสูตรต่างๆ จากจีนและเกาหลีใต้ปุ๋ยยูเรียมีเพียงพอใช้งานนายนันทพงษ์กล่าวว่า ขณะที่ปุ๋ยยูเรียที่เป็นวัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมี มีสัดส่วนการใช้ประมาณร้อยละ 36 ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปัจจุบันไทยมีสต๊อกประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ เพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียอีกประมาณ 100,000 ตัน หรือประมาณ 2 ล้านกระสอบ รวมถึงนำเข้าจากมาเลเซีย 20,000 ตัน รวมทั้งหมดจะมีปุ๋ยยูเรียอยู่ประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ทำให้รวมปุ๋ยเคมีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประมาณ 1.5 ล้านตัน กับปุ๋ยยูเรียที่กำลังเดินทางมาอีก 1.2 แสนตัน จะมีปุ๋ยเคมีและยูเรียรวม 2 เดือน บวกไปอีก 3 เดือน เท่ากับมีปุ๋ยเพียงพอต่อการใช้งานต่อเนื่องไปประมาณ 5 เดือน ขณะเดียวกันไทยยังมีแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ มาเลเซียและบรูไน ที่ยังสามารถนำเข้าได้ตามปกติและจะมีการนำเข้าเติมเต็มสต๊อกอย่างต่อเนื่องย้ำปุ๋ยสต๊อกเก่ายังขายราคาเดิมนายนันทพงษ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ปุ๋ยที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดยังเป็นสต๊อกเดิมที่จัดหามาก่อนเกิดสถานการณ์สู้รบ จึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ต้นทุนในตลาดโลก และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด โดยกำกับดูแลให้จำหน่ายเป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง คำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรให้น้อยที่สุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควร หรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล ทั้งนี้หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการในการใช้ ขอความร่วมมือจากเกษตรกรไม่จำเป็นต้องรีบซื้อหรือกักตุนปุ๋ย“ศุภจี” ย้ำการันตีไม่ขาดแคลนปุ๋ยผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ยังได้กล่าวบนเวทีสัมมนาพรรคภูมิใจไทย ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ ตอนหนึ่งว่า เรื่องปุ๋ยในประเทศที่เป็นปัญหาต่อเนื่องจากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง วันนี้เรามีปุ๋ยสามารถอยู่ได้ถึงเดือน ส.ค. หากขาดแคลนเราเตรียมหาเข้ามาเสริม ขณะนี้ตนไปคุยกับทางมาเลเซียและบรูไน ไว้แล้วโพลชี้ราคาน้ำมัน–ค่าครองชีพพุ่งวันเดียวกัน สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,394 คน เรื่อง “สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง” ระหว่างวันที่ 3-6 มี.ค.2569 พบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ร้อยละ 52.65 ติดตามข่าวบ้าง โดยร้อยละ 78.91 กังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 69.30 กังวลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพแพงขึ้น และร้อยละ 63.20 ค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานในครัวเรือนสูงขึ้น ทั้งนี้ ร้อยละ 78.57 คิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ 14.14 ไม่บานปลาย และร้อยละ 7.29 ไม่แน่ใจ สำหรับข้อคิดที่ได้จากสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ร้อยละ 70.16 ระบุว่า ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ 63.63 ความขัดแย้งนำไปสู่ความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์เสมอ และร้อยละ 54.16 รัฐบาลควรมีแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจนและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 39.10 ระบุว่า ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย และร้อยละ 37.56 ไม่ค่อยเชื่อมั่นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่