แม่ร้องเพจสายไหมต้องรอด ลูกสาวทำงานร้านอาหารย่านสุขุมวิท ขี่รถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุบนถนนลาดพร้าวเพราะฝนตก กู้ภัยเห็นไม่มีบาดแผลภายนอกไม่ส่งโรงพยาบาล พาไปนอนรอที่ สน.พหลโยธิน ตั้งแต่ดึกถึงเช้า ปรากฏว่าเกิดอาการชักน้ำลายฟูมปากเสียชีวิต ผลชันสูตรชัดทั้งปอดและตับฉีก ซี่โครงหักอีก 8 ซี่ แจ้งความเอาผิด ทั้งร้อยเวรที่ไม่สนใจดูแล และอาสากู้ภัยที่ไม่พาไปส่งโรงพยาบาล อ้างเพราะมีกลิ่นเหล้า ผกก.สน.พหลโยธิน แจง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับร้อยเวร และตรวจสอบความผิดอาญากับทั้งร้อยเวรและอาสากู้ภัย ขอเวลาอีก 1- 2 สัปดาห์รู้เรื่อง ล้อมคอกกำชับแนวทางปฏิบัติใหม่ หากมีผู้บาดเจ็บให้พาส่งโรงพยาบาลประเมินอาการก่อนทุกคดีที่เพจสายไหมต้องรอด เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 8 มี.ค. นางสมาภรณ์ ป้องคำลา อายุ 52 ปี แม่ค้าขายอาหารตามสั่งย่านสะพานควาย และนายณัฐภัทร เกลี้ยงเกลา 23 ปี อาชีพแกร็บไรเดอร์ แม่และแฟน น.ส.วริศรา หรือใบเตย ป้องคำลา อายุ 23 ปี ผู้เสียชีวิต เดินทางร้องขอความช่วยเหลือจากนายเอกภพ เหรืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เล่าว่า น.ส.วริศราประสบอุบัติเหตุรถ จยย.ล้มจนได้รับบาดเจ็บภายใน แต่อาสากู้ภัยไม่เห็นบาดแผล อ้างว่าได้กลิ่นสุราพาไปส่ง สน.พหลโยธิน เป็นเหตุให้เสียชีวิตที่โรงพัก ผลชันสูตรพบปอดกับตับฉีกขาดนางสมาภรณ์ ป้องคำลา กล่าวว่า ลูกสาวประสบอุบัติเหตุรถ จยย.ล้มเมื่อวันที่ 20 ก.พ.68 เวลาประมาณตี 2 บริเวณปากซอยลาดพร้าว 43/2 หลังเลิกงานจากร้านอาหารย่านสุขุมวิท เนื่องจากมีฝนตกทำให้ถนนลื่น อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรับแจ้งมาให้การช่วยเหลือ แต่แทนที่จะพาตัวส่งโรงพยาบาล กลับนำส่ง สน.พหลโยธิน อ้างว่าไม่มี บาดแผลภายนอก แต่ได้กลิ่นสุราเชื่อว่ามีอาการมึนเมา พอมาถึงโรงพักก็ไม่ได้รับการดูแลหรือช่วยเหลือจากตำรวจ เวลาผ่านไปถึงตี 5 มาตรวจสอบพบว่ามีอาการชักเกร็งน้ำลายฟูมปาก แจ้งกู้ภัยมาปั๊มหัวใจแต่เสียชีวิตอยู่ดี ดูภาพวงจรปิดในสถานีตำรวจยืนยันว่าผู้เสียชีวิตถูกเอามานอนกองทิ้งไว้กับพื้นตั้งแต่ตี 3 ยันรุ่งเช้า“ผลชันสูตรของแพทย์สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ พบว่า ลูกสาวปอดและตับฉีก มีเลือดออกในช่องท้องและปอด แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจขาดวิจารณญาณความรอบคอบในการประเมินอาการลูกสาว มองแค่ว่าลูกสาวไม่มีบาดแผลภายนอกและคิดแค่ว่ามีอาการเมา ที่สำคัญแพทย์ตรวจพบว่า กระดูกซี่โครงหัก 8 ซี่ เชื่อได้ว่าช่วงที่ปั๊มหัวใจลูกอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักเพิ่ม ยิ่งทำให้เลือดออกในปอดมากขึ้น พอเสียเลือดมากเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต” นางสมาภรณ์กล่าวด้านนายณัฐภัทร เกลี้ยงเกลา แฟนผู้เสียชีวิต กล่าวว่า คืนเกิดเหตุตนและแฟนขี่รถ จยย.มาคนละคัน ขี่จากที่ทำงานแฟนกลับมาที่ห้องเช่าย่านลาดพร้าว แต่วันดังกล่าวตนขี่ล่วงหน้ามาสักพัก มาถึงหอกลับไม่เห็นแฟน โทร.ไปก็ติดต่อไม่ได้ แจ้งให้เพื่อนช่วยกันตามหาก็ไม่พบ ตอนเช้าแม่แฟนโทร.มาบอกว่า เสียชีวิตแล้ว ยิ่งมารู้ว่าหลังประสบอุบัติเหตุกู้ภัยไม่พาส่งโรงพยาบาล กลับไปส่งสถานีตำรวจ ทำให้รู้สึกช็อกและไม่พอใจอย่างมาก ที่อ้างว่าเมาไม่สมเหตุสมผล ยอมรับว่าแฟนอาจดื่มมาบ้างตามประสาคนทำงานร้านอาหาร แต่หลังจากคุยกันครั้งสุดท้าย ตนไม่ได้กลิ่นเหล้าจากแฟนชัดขนาดนั้น และแฟนยังมีสติขี่รถได้ตามปกติ“ผมมีโอกาสพูดคุยกับกู้ภัยที่ไปช่วยแฟนผ่านเพื่อนของแฟนที่เป็นกู้ภัยอีกที พวกเขากลับไม่ขอโทษ และบอกว่า ทำงานกู้ภัยมาเป็น 10-20 ปี ปัดความรับผิดชอบ อ้างว่าตำรวจต้องไปส่งแทน คนเป็นกู้ภัยควรต้องส่งผู้ประสบอุบัติเหตุไปโรงพยาบาลก่อน ไม่ว่าผู้บาดเจ็บสภาพเป็นอย่างไรก็ตาม” นายณัฐภัทรกล่าวส่วนนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เผยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจปล่อยปละละเลยทำงานผิดพลาดทำให้มีผู้เสียชีวิต อย่างล่าสุดที่บางปะหัน จ.พระนครศรี อยุธยา ตำรวจทำให้ผู้ป่วยต้องโคม่า อยากเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติวางหลักเกณฑ์ใหม่ว่า ไม่ว่าใครที่ประสบอุบัติเหตุและไม่มีสติ พูดคุยไม่รู้เรื่อง จะเมาหรือไม่เมาควรให้กู้ภัยส่งโรงพยาบาลก่อน แม้จะไม่มีบาดแผล แต่ควรต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย ส่วนจะเมาหรือไม่เมาสามารถมาตรวจเลือดหาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายได้อยู่แล้ว หลังจากนี้จะประสานความคืบหน้าคดีกับ ผกก.สน.พหลโยธิน และประสานกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ สน.พหลโยธิน พ.ต.อ.มารุต สุดหนองบัว ผกก.สน.พหลโยธิน ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวครอบครัวผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน แล้ว คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง มีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมารวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งตำรวจ กู้ภัย รวมถึงพยานที่อยู่วันเกิดเหตุ นำข้อมูลเข้าสำนวนคดีอย่างละเอียด รวมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุด้วย ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย จะมีความชัดเจนภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังเกิดเหตุกำชับแนวทางปฏิบัติ หากพบผู้มีอาการป่วย บาดเจ็บ หรือหมดสติ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้แพทย์วินิจฉัยอาการทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่