สว.สำรองยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินขอส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปมมีบาร์โค้ด ทำเลือกตั้งไม่เป็นความลับ นับคะแนนไม่ได้ ยันหวังเห็นการเลือกตั้งสุจริต ได้คนดีเข้าไปทำงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินเผยมีประชาชนแห่ร้องเอาผิด กกต.ปัญหาเลือกตั้งไม่โปร่งใสแล้ว 28 เรื่อง ต้องพิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด 18 เรื่อง ยันต้องให้โอกาส กกต.ชี้แจงเป็นธรรม ย้ำใครผิดว่าไปตามผิด “วิษณุ” ชี้รัฐธรรมนูญ ม.85 ต้องเป็นความลับตลอดเวลา ถ้า กกต.เห็นว่าไม่ลับ ทางออกคือเลือกตั้งใหม่ ด้านพรรคประชาชนเตรียมลุยฟ้อง ม.157 กกต.สัปดาห์หน้า นับคะแนนใหม่เขต 7 ปทุมธานี พบพิรุธบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมีใบเดียวทั้งที่มีผู้ลงทะเบียน 1,198 คนยังเป็นเรื่องคาใจประชาชนทั่วประเทศในการเลือกตั้ง สส. ที่มีผู้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวนมาก ให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 อาจเป็นโมฆะร้องขอศาล รธน.สั่งเลือกตั้งโมฆะที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารรัฐประศาสนภักดี ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ มหานคร เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 ก.พ. นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกกลุ่ม สว.สำรอง แถลงว่า วันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอความเป็นธรรม เรื่องการจัดการเลือกตั้ง สส.ทั่วไป 2569 ของ กกต.หลังจากที่เคยยื่นเรื่องที่ศาลปกครอง ซึ่งศาลจะพิจารณาให้เป็นไปตามข้อกฎหมายที่ประชาชนถูกละเมิด ที่มาร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ในประเด็นคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งว่า เป็นการกระทำโดยไม่ชอบ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีการละเมิดสิทธิพลเมือง กกต.กระทำการละเมิดสิทธิ์ประชาชนเกินอำนาจที่ได้รับมา และบัตรเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบัตรเสีย จะนำไปนับคะแนนไม่ได้ และจะทำให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ แต่การสั่งโมฆะอยู่ที่หน่วยงานมีอำนาจคือต้องร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยฉะ กกต.จัดเลือกตั้งบูดๆเบี้ยวๆนายอัครวัฒน์กล่าวต่อว่า การร้องศาลปกครอง ที่เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการสั่งยับยั้ง ไม่ให้มีการรับรองผลการเลือกตั้ง เพราะเห็นแล้วว่าถ้าประกาศรับรองไป บ้านเมืองจะยุ่งเหยิงกว่านี้ สิ่งที่ได้มาคือความเสียหาย เราเสียเงินเลือกตั้งครั้งนี้ 8,000 ล้านบาท ถ้าเลือกตั้งใหม่จะเสียอีก 8,000 ล้านบาท แต่ให้เลย 20,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม เพราะภาษีเราต่อปี 3.7 ล้านล้านบาท แต่ถ้าได้คนที่ไม่โปร่งใสเข้าไปมีอำนาจ ได้แก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ หรือได้เจ้าของบ่อนการพนันออนไลน์เข้ามา 4 ปี ประมาณ 15 ล้านล้านบาท ถือว่า มหาศาลมาก ดังนั้นเสีย 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเอาคนดีเข้าไปทำงานจะดีกว่าหรือไม่ มองว่าครั้งนี้ กกต. จัดการเลือกตั้งบูดๆเบี้ยวๆปชช.แห่ร้องเอาผิด กกต. 28 เรื่องขณะที่ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องคดีภาคประชาชนหลายกลุ่ม มายื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยปมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่และปัญหาการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ขณะนี้มีภาคประชาชนมายื่นคำร้องเรื่องนี้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งหมด 28 เรื่อง ได้รับเรื่องทั้งหมดไว้พิจารณาโดยคัดแยกคำร้องเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกปัญหาการละเมิดสิทธิ์ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่มีการร้องว่าการลงคะแนนบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีผู้ร้องทั้งหมด 18 ราย ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องแสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้องคือ กกต.และวินิจฉัยตามพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายว่า คำร้องมีมูลพอ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ ให้เสร็จภายใน 60 วัน ประเด็นนี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือให้ กกต.ตอบชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน ต้องให้โอกาส กกต.ได้ชี้แจง เพื่อความเป็นธรรม แต่หาก กกต.ชี้แจงได้หรือไม่ส่งคำชี้แจงมา ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาคำร้องฝ่ายผู้ร้องฝ่ายเดียวได้ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดร้อง จนท.หน่วยทำมิชอบ ก.ม. 10 รายพล.ต.อ.สรายุทธกล่าวอีกว่า ประเด็นที่สอง ปัญหาการจัดการเลือกตั้งของ กกต. เจ้าหน้าที่ กกต. รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีผู้ร้องทั้งหมด 10 ราย ประเด็นนี้ เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดโดยตรงของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นไปตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่รัฐ ให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณา กระบวนการพิจารณาจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของคำร้อง พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง“ยืนยันว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพิจารณาทุกคำร้องที่ประชาชนส่งเข้ามา เพราะทุกข์ของประชาชนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ แต่กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จะใช้ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้ เพราะหลักพิจารณาจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ให้ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมาประกอบกัน ใครทำผิด ว่าไปตามความผิด ไม่จำเป็นต้องเชื่อมั่นเรา แต่ขอให้ดูจากการกระทำว่ายึดโยงหรือไม่” ผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวปชน.จับตาเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.อีกด้านที่พรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของ กกต.ว่า การมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่ ทำให้การออกเสียงไม่ลับ หากผู้สมัครรู้ระบบบาร์โค้ดก่อน สามารถใช้ช่องโหว่ตรงนี้ เช็กได้ว่าใครกาให้กับใคร ประเด็นที่เราคุยกันอยู่นี้ จะถูกทดสอบ และสังเกตการณ์อีกครั้งในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยในวันที่ 22 ก.พ. เข้าใจว่าใน กทม.มีเขตเลือกตั้งที่ 15 มีการเลือกตั้งใหม่ 1 หน่วย หาก กกต.ยืนยันว่าเลือกตั้งไม่มีปัญหาจริง เราควรเห็น 2 อย่าง คือ 1. กกต.ใช้บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดอยู่ ในวันที่ 22 ก.พ. 2.เราควรเห็นการนับคะแนนไม่มีความพยายามปกปิดบาร์โค้ด สิ่งที่กังวลใจว่า กกต.อาจออกแนวปฏิบัติปกปิดบาร์โค้ด ถ้าทำเช่นนั้นเท่ากับยอมรับแล้วว่าบาร์โค้ดมีปัญหา หาก กกต.ยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งตัวเองไม่มีปัญหา กกต.ต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมและต้องไม่มีการออกคำสั่งใดๆ ทำให้กระบวนการนับคะแนนมีความพยายามปิดบาร์โค้ด หรือทำอะไรที่ต่างไปจาก 8 ก.พ.ลุยฟ้อง ม.157 กกต.สัปดาห์หน้านายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ปชน. เตรียมยื่นฟ้อง กกต. ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคกำลังทำคำฟ้องอยู่ คาดว่าจะยื่นได้อย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า รายละเอียดน่าจะแถลงช่วงที่มีการยื่น แต่เนื้อหาหลักไม่พ้นประเด็นเรื่องบาร์โค้ด ที่เรามองว่าเป็นการดำเนินการทำให้การออกเสียงไม่ลับ คาบเกี่ยวกับประเด็นเดียวกันมีหลายภาคส่วนใช้หลายช่องทางตรวจสอบเรื่องนี้ ย้ำว่าเจตนาหลักที่เราทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน กกต. จุดมุ่งหมายไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เราต้องการปกป้องเสียงประชาชนทุกคนและเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย เรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ คงต้องพิสูจน์เชิงเจตนาว่าบกพร่องโดยสุจริตหรือใครจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าว จึงตัดสินใจใช้กลไกฟ้องมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์ และรับผิดรับชอบทางกฎหมายแฉคะเเนนในใบ 5/18 กับ 5/11 ไม่ตรงกันนายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค และ ผอ.เลือกตั้งพรรค ปชน. แถลงข่าวกรณี กกต.เปิดเผยผลรายหน่วยครบ 400 เขต มีการเผยแพร่ เอกสาร 5/18 ที่รายงานผลรายหน่วยในเว็บไซต์ อ้างว่าครบทุกหน่วยแล้วว่า การเปิดเผยแบบขีดคะเเนน 5/11 มีความสำคัญ สอดคล้องกับการประกาศผล ในแบบ 5/18 ได้เตรียมตัวอย่างมา 8-9 เคสให้ดูว่า มีปัญหาจริงๆ ได้รับเรื่องร้องเรียนมากกว่า 100 เรื่อง เรื่องแบบขีดและแบบ 5/18 ไม่ตรงกัน อาทิ จ.เชียงใหม่ เขต 6 เห็นได้ชัดว่าผลคะแนน 5/11 ผู้สมัครของพรรค ปชน.เบอร์ 2 มีคะแนน 59 คะแนน แต่พอ กกต.เปิดเผยตัวเลขในใบ 5/18 จะเห็นว่าคะแนนของผู้สมัครพรรค ปชน.ลดลง 10 คะแนน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้เห็นว่าทำไมเรียกร้องให้ กกต.เร่งเปิดเผยแบบ 5/11 เพราะเป็นการรวบรวมผลนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น ถ้า กกต.อยากทำให้เรื่องเลือกตั้งหายมีข้อสงสัยต่างๆ ต้องเร่งให้เปิด 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ ให้ข้อสงสัยนี้หมดไป นอกจากนี้บางหน่วยรายชื่อคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ไม่ตรงกันในใบ 5/11 และ 5/18 ไม่รู้ใบไหนถูกต้อง ขณะเดียวกันคะแนนของผู้สมัคร สส.บางหน่วยในใบ 5/11 ได้คะแนนน้อยกว่า แต่ในใบ 5/18 กลับได้คะแนนมากกว่าตีความปม “บาร์โค้ด” ลงคะแนนไม่ลับก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 ก.พ. นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ บรรยายที่สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (นิด้า) หัวข้อ “ถอดรหัสภาวะผู้นำ- กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย” ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส. รุ่น 14 ของนิด้า ช่วงหนึ่งนายวิษณุเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถาม มีประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะหรือไม่ จากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายวิษณุตอบคำถามว่า การตีความกฎหมายเรื่องนี้แบ่งได้ 2 แนวทางคือ 1.ผลการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ลับ กกต.ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงอย่างไร ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 2.ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทาง “ลับ” เพราะลับหรือไม่ลับพิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ดูกันภายหลังชี้ รธน.ม.85 ต้อง “ลับ” ตลอดเวลา“กรณีบาร์โค้ดไม่เหมือนปี 2549 ตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่าครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ แต่ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ระบุว่าการเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่หมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือนมาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้นพูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว” นายวิษณุระบุและกล่าวต่อว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด แล้วเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว ต้องขอย้ำว่าสิ่งที่ตนพูดถือเป็นความเห็นส่วนตัว อาจจะผิดก็ได้ถ้าเห็นว่าไม่ลับทางออกเลือกตั้งใหม่จากนั้นผู้เรียนถามอีกว่า หากเป็นแบบนี้การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสจะเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ ไม่กล้าจะคาดเดาด้วย” คนที่ถามเมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับก็ตอบไปแล้วว่า ส่วนตัวเห็นว่า “ไม่ลับ” หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว อยู่ที่ กกต.ว่าจะสั่งอย่างไร หาก กกต.เห็นว่า “ไม่ลับ” ก็ออกได้ทางเดียวคือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะเลือกเฉพาะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งเหมือนกันทั้งประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไรตนไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต.รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ กกต.ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะให้ กกต.ติดคุกหรือไม่ แต่มีส่วนรับผิดชอบเพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจาก กกต. เพราะฉะนั้นจะเอาคุณแสวง (นายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต.) ไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดีโต้ “วิษณุ” บาร์โค้ดไม่ทำลายความลับนายศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ว่า การเลือกตั้งอาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนน เนื่องจากมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ควรพิจารณาตามหลักกฎหมายไม่ใช่ความกังวลเชิงเทคนิค รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ คำว่า “ลับ” หมายถึงต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้ มิได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีรหัสหรือเครื่องหมายใดๆ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจัดทำภายใต้การกำกับของ กกต. มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตรและบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ “อาจ” ไม่ลับ การเลือกตั้งที่ผ่านมายังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ ไม่อาจถือเป็นโมฆะได้เพียงจากข้อสงสัยเชิงเทคนิคเขต 7 ปทุมธานีนับคะแนนใหม่ที่อาคารโดมข้างหอประชุมที่ว่าการ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี บ่ายวันเดียวกันมีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ของเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี ทั้งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตและนอกราชอาณาจักรมานับคะแนนใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดข้อสงสัยของประชาชน รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง มีพรรคประชาชน จ.ปทุมธานี นำโดย น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ นายเอกศักดิ์ หอมชื่น ว่าที่ สส.เขต 3 ปทุมธานี นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 8 น.ส.ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 7 นายวรชิต จันทร์แบบ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 2 และประชาชนจำนวนมากมาร่วมสังเกตการณ์ ระหว่างการนับคะแนนมีหญิงสูงอายุรายหนึ่งเป็นชาวลำพูน แต่มาอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ขับขี่รถ จยย. เข้ามาจอดตะโกนให้ยกเลิกการนับคะแนนใหม่ บอกว่าไม่ต้องนับแล้ว แพ้คือแพ้ไม่ต้องนับอีก“ปทุมธานีโมเดล” ใช้ไม่ได้กับทุก จว.น.ส.สง่า ทาทอง ผอ.สนง.กกต.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า การนับคะแนนใหม่ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง เพื่อแก้ไขข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ของบัตรเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร มีที่มาจากข้อพิพาทที่หน่วยนับคะแนนมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่มีการประท้วงของนักศึกษาและประชาชน จากกรณีผ้าดำคลุมกล้องวงจรปิด สำหรับกระบวนการนับคะแนนใหม่หรือที่เรียกว่า “ปทุมธานีโมเดล” มีการเปิดให้มีส่วนร่วม โดยดึงนักศึกษาและตัวแทนภาคประชาชน เข้ามาเป็นกรรมการนับคะแนน เพื่อช่วยลดความขัดแย้ง สร้างการยอมรับในผลการนับคะแนน ยืนยันว่าแม้ผลคะแนนจะมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยประมาณ 1-2 คะแนน แต่ไม่ส่งผลต่ออันดับผู้ชนะเลือกตั้ง ซึ่งยังคงเป็นผู้ชนะ นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำข้อจำกัดของอำนาจหน้าที่ โดยระบุว่าปทุมธานีโมเดล ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกจังหวัด เนื่องจากอำนาจการสั่งนับใหม่ในระดับพื้นที่สามารถทำได้เฉพาะในช่วงที่การนับคะแนนยังไม่เสร็จเท่านั้นประกาศผลนับคะแนนใหม่ 20 ก.พ.ภายหลังการเสร็จสิ้นการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ของเขต 7 ปทุมธานี ผลปรากฏว่า น.ส.ธันยนันท์ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ได้ 2,208 คะแนน นายพิษณุ พลธี ผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ได้ 476 คะแนน ส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชนได้ 1,787 คะแนน พรรคภูมิใจไทย ได้ 363 คะแนน จนท. กปน. ได้เก็บบัตรเลือกตั้ง ทั้งของ สส.เขตและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อลงในหีบ ใช้สายเคเบิลไทรัดอย่างหนาแน่นและนำไปเก็บไว้ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการ อ.หนองเสือ ก่อนนำส่งต่อให้ กกต. จ.ปทุมธานี ในวันที่ 20 ก.พ. และจะประกาศผลคะแนนโดยรวมทั้งหมดของเขต 7 จ.ปทุมธานีก่อนเที่ยงวันที่ 20 ก.พ. แล้วส่งต่อให้ กกต.กลางใช้เป็นข้อมูลประกอบการรับรองผลการเลือกตั้งต่อไปผู้สมัคร ปชน.ชี้ไม่เกินคาดหมายน.ส.ธันยนันท์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขต 7 จ.ปทุมธานี กล่าวว่า การนับคะแนนครั้งนี้ไม่ได้เกินความคาดหมาย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการนับคะแนนโดยภาคประชาชนมาแล้วหนึ่งครั้ง การนับครั้งนี้เป็นเพียงการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ ส่งผลให้คะแนนเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ย้ำว่าการนับคะแนนครั้งนี้เป็นเฉพาะคะแนนเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ไม่ใช่การนับคะแนนรวมทั้งหมดของเขตเลือกตั้งที่ 7 มองว่าเป็นการดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบ เชื่อว่าผู้ที่เคยตั้งข้อสงสัยจะคลายความกังวลเรื่องความโปร่งใสลงพบผิดปกติบัตรนอกราชอาณาจักรทางด้านนายเอกศักดิ์ หอมชื่น ว่าที่ สส.เขต 3 ปทุมธานี พรรคประชาชน กล่าวว่าทีมงานจากพรรคประชาชน แสดงความกังวลต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดปกติของจำนวนบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ในเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในเขตดังกล่าวประมาณ 1,198 คน ขณะที่ ผอ.เขตเลือกตั้งรายงานว่า มีบัตรเลือกตั้งส่งมาเพียง 1 ใบ คิดเป็นประมาณ 0.08% ของจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ทีมงานพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขดังกล่าวมีความผิดปกติ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากในโซเชียลมีเดียยืนยันว่าได้ใช้สิทธิเลือกตั้งและส่งบัตรกลับมาแล้วคาใจไม่ควรเหลือใบเดียวขณะที่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจงว่า ได้รับบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ผ่านทางไปรษณีย์ มีเจ้าหน้าที่ร่วมตรวจสอบ 3 คน ยืนยันว่ามีบัตรมาถึงเพียง 1 ใบจริง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรประมาณ 1,198 คน บัตรที่ปรากฏ ณ จุดนับคะแนน 1 ใบ วันที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าได้รับบัตรคือ 8 ก.พ. และช่องทางการส่งคือไปรษณีย์ ส่วนแนวทางดำเนินการต่อไป พรรคประชาชนมีแผนรายงานข้อมูลให้ส่วนกลางเพื่อดำเนินการตรวจสอบในระดับประเทศ พร้อมทั้งขยายการตรวจสอบไปยังเขตเลือกตั้งอื่น เช่น เขต 3 เพื่อตรวจสอบว่ามีปัญหาในลักษณะเดียวกันหรือไม่และเรียกร้องให้มีการชี้แจงอย่างโปร่งใสว่าบัตรเลือกตั้งส่วนที่เหลือสูญหายในขั้นตอนใดของกระบวนการขนส่งหรือการจัดสรร ไม่ว่าจำนวนจะน้อยแค่ไหนก็ไม่ควรเหลือเพียงใบเดียว เพราะจากข้อมูลของผู้ที่อยู่ต่างประเทศ หลายคนยืนยันว่าใช้สิทธิและส่งบัตรกลับมาแล้วอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่