รอคิกออฟทั่วประเทศ วันที่ 1 มิ.ย.นี้ โครงการถนนปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อบังคับใช้กฎหมายป้องกันอุบัติเหตุกับรถจักรยานยนต์ กำหนดให้ผู้ขับขี่และคนซ้อนท้ายต้องสวมหมวกนิรภัยป้องกันอันตรายขณะที่ขับขี่และโดยสาร เป็นการเสริมสร้างวินัยจราจร และสร้างความปลอดภัยทางถนนให้มีประสิทธิภาพโครงการดังกล่าวจะบังคับใช้ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 122 อย่างเคร่งครัด กำหนดให้ผู้ขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสาร ต้องสวมหมวกนิรภัย เพื่อป้องกันอันตรายขณะขี่และโดยสาร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และจะมีโทษปรับเพิ่มหนักขึ้น ในกรณีที่คนโดยสารไม่ใส่หมวกกันน็อก คนขับจะถูกปรับเพิ่มเป็น 2 เท่าโดยจะให้กองบังคับการ หรือตำรวจภูธรจังหวัดทุกพื้นที่ พิจารณาเลือกถนนสายสำคัญๆในเขตรับผิดชอบ หรือถนนที่มีการฝ่าฝืนกฎจราจรจำนวนมาก ถนนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง หรือถนนที่มีสถานศึกษาตั้งอยู่หลายแห่ง เพื่อรณรงค์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัย เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย 100%ข้อมูลจากมูลนิธิไทยโรดส์ และเครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน พบว่า สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ปี 2566 ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 82.5% แต่คนไทยสวมหมวกนิรภัยแค่ 43% แบ่งเป็นผู้ขับขี่ 48% และผู้ซ้อน 21% ภาพรวมอัตราการสวมหมวกนิรภัยหรือหมวกกันน็อกมีแนวโน้มลดลงสอดคล้องผลงานวิจัยของศูนย์ วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่า การสวมหมวกนิรภัยช่วยลดการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ โดยลดความเสี่ยงและความรุนแรงการบาดเจ็บที่ศีรษะ 72% และลดความเสี่ยงการเสียชีวิต 39% หากเกิดอุบัติเหตุ ผู้ไม่สวมหมวกกันน็อกต้องรักษามากกว่าผู้สวมหมวกกันน็อกถึง 3 เท่าการขับเคลื่อนโครงการถนนปลอดภัย โดยเข้มงวดการสวมหมวกนิรภัย เพื่อรณรงค์สร้างวินัยจราจร จึงมีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุรุนแรง สร้างโอกาสรอดชีวิตจากอุบัติเหตุได้มากขึ้น แต่ควรทำอย่างจริงจัง ตรงไปตรงมา และต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตีปี๊บโครงการแค่พักเดียว แล้วก็เงียบหายไป เหมือนในหลายครั้งที่เคยปฏิบัติกันมาแต่สิ่งที่เหนือกว่าการกวดขันบังคับใช้กฎหมาย คือการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย หันมาใส่หมวกกันน็อก 100% จะสร้างความปลอดภัยทางถนนได้ตรงจุดที่สุด ขจัดข้อครหาเปิดช่องเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่จับมอเตอร์ไซค์ ใช้โครงการถนนปลอดภัย เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์จากประชาชน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม