ตลาดจีนเป็นตลาดส่งออก-นำเข้า สินค้าอันดับต้น “กลุ่มประเทศอาเซียน” ที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นเติบโตมาต่อเนื่อง ทำให้การค้าการลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วในหลายปีมานี้ถ้ามาดู “สินค้าไทยส่งออกไปจีน” ส่วนใหญ่เป็นผลไม้สด เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป “สินค้านำเข้าจากจีน” มีตั้งแต่เครื่องจักรกล อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็ก และสินค้าบริโภค ซึ่งตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์มีมูลค่าการค้าไทย-จีนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สูงถึงแสนกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 28.08%แล้วการขยายตัวของการค้านี้ยังเป็นแรงหนุนต่อ “ความร่วมมือด้านโลจิสติกส์” ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางรถไฟความเร็วสูง และการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วยิ่งขึ้นเช่นนี้รัฐบาลจีนต่างเดินหน้าเร่งขยายเส้นทางการค้าสู่อาเซียนผ่าน “เขตกว่างซีจ้วง” โดยพัฒนาโครงสร้างโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก และระบบราง เพื่อให้การขนส่งสินค้าจากไทยและอาเซียนเข้าสู่จีนสะดวกรวดเร็วเส้นทางนี้จะช่วยยกระดับให้อาเซียนเป็นห่วงโซ่ทางการค้าโลกได้ “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” จึงนำนักข่าวไทย 20 คน เยือนเขตกว่างซีจ้วงภายใต้โครงการมองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้รุ่นที่ 7 เพื่อศึกษาบทบาทกว่างซีในฐานะประตูเชื่อมจีน-อาเซียน และจุดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ที่ประกอบด้วยท่าเรือฝางเฉิงก่าง เป่ยไห่ และชินโจวที่หัวใจการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะของจีน “ด้วยงบลงทุน 7.1 พันล้านหยวน” ที่ใช้ระบบอัตโนมัติเกือบ 100% ตั้งแต่เครนยก และรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เชื่อมต่อกับทางรถไฟของระเบียงการขนส่งทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศได้ในไม่กี่นาที แล้วท่าเรือแห่งนี้ถูกออกแบบ “รองรับตู้คอนเทนเนอร์สูงสุด 2.6 ล้านตู้ต่อปี” ส่วนเส้นทางขนส่งสินค้าท่าเรือทั้งในประเทศและต่างประเทศ 91 เส้นทาง แบ่งเป็นในประเทศ 35 เส้นทาง และนอกประเทศ 56 เส้นทางปัจจุบันท่าเรืออ่าวเป่ยปู้มีการขนส่งสินค้า 449 ล้านตันเพิ่มขึ้น 1.8% ติดหนึ่งใน 10 ในระเบียงการขนส่งทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่ “ฝั่งจีนตะวันตก” รับรองการเดินรถไฟสินค้า 10,018 เที่ยวเพิ่มขึ้น 4.6%ทั้งกำลังก่อสร้างท่าเรือแม่น้ำเชื่อมต่อ “คลองขุดผิงลู่” เพื่อรับรองเรือขนาด 5,000 ตัน ในการขนส่งทางเรือเดินทะเล และเรือเดินแม่น้ำ ทางราง ทางรถบรรทุก ทำให้ท่าเทียบเรือชินโจวเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาคตะวันตกเชื่อมการค้าทางบก และทางทะเลระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน และท่าเรือแหลมฉบังของไทยในเรื่องนี้ หยางยง (Yang Yong) ผู้แทนกรมพาณิชย์กว่างซีจ้วงเล่าให้ว่า กว่างซีกับไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ในปี 2567 มูลค่าการค้า 36.84 พันล้านหยวน ส่งออกไปไทย 28.06 พันล้านหยวนเพิ่มขึ้น 28.1%ขณะที่นำเข้าสินค้าไทย 8.78 พันล้านหยวน ลดลง 52.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับเดือน ม.ค.-ก.ย. ปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่าง 2 ฝ่ายอยู่ที่ 26.78 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน แยกเป็นส่งออก 19.95 พันล้านหยวนเพิ่มขึ้น 12.7% และมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 6.83 พันล้านหยวนเพิ่มขึ้น 10.2%สินค้าหลักที่กว่างซีส่งออกไปไทย คือ แผ่นดิสก์แม่เหล็ก สมาร์ทโฟน แผ่นซิลิคอนเดี่ยว ฮาร์ดดิสก์ และเคมีภัณฑ์ แล้วสินค้าไทยไปกว่างซีมีทั้งทุเรียน มันสำปะหลัง มังคุด สารเคมี วงจรรวม และเหล็กกล้าประเด็นคือ “ไทยเป็นประเทศที่กว่างซีเข้ามาลงทุนมากเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มอาเซียน” โดยตัวเลขในเดือน ก.พ.2568 “ผู้ประกอบการกว่างซี” มีการจดทะเบียนจัดตั้งวิสาหกิจ และสถาบันการลงทุนในไทย 530 แห่ง มูลค่าลงทุนตามสัญญา 320 ล้านดอลลาร์ฯ และมูลค่าการลงทุนดำเนินการจริง 160 ล้านดอลลาร์ฯ ด้านการรับเหมาก่อสร้าง “ผู้ประกอบการกว่างซี” ทำสัญญาโครงการในไทย 57 ฉบับ มีมูลค่าลงทุนตามสัญญา 1.11 พันล้านดอลลาร์ฯ มูลค่าการดำเนินงานที่แล้วเสร็จอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ฯขณะที่ “ผู้ประกอบการไทย” จัดตั้งวิสาหกิจในกว่างซี 103 แห่ง ทุนตามสัญญา 2 พันล้านดอลลาร์ฯ ทุนนำมาใช้จริง 96 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือน ม.ค.-ก.พ.2568 ตั้งวิสาหกิจใหม่อีก 7 แห่ง ทุนตามสัญญา 4 ล้านดอลลาร์ฯถัดมาความร่วมมือ “ด้านโลจิสติกส์” ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเรือระหว่างท่าเรือชินโจวกับไทย 10 เส้นทาง รวมถึงท่าเรือแหลมฉบังที่ช่วยให้การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนรวดเร็วขึ้น แล้วกว่างซียังมีแผนส่งเสริมการค้าทวิภาคีกับไทยอย่างต่อเนื่อง “เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า” มุ่งผลักดันขยายการนำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูงจากไทยอย่างเช่นทุเรียน มังคุด ทองแดง และอะลูมิเนียมรีไซเคิล ขณะเดียวกันกว่างซีก็มีแผนขยายการส่งออกสินค้าคุณภาพสูงไปไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องจักรก่อสร้าง และเซรามิกไม่เท่านั้นในด้านอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ “กว่างซีและไทยต่างมุ่งส่งเสริมการสร้างรถยนต์พลังงานใหม่ร่วมกัน” โดยไทยได้เร่งพัฒนาระบบอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ในเขต EEC และดึงดูดบริษัทรถยนต์ชั้นนำของจีน เช่น BYD และวู่หลิง (Wuling) เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยด้วยย้ำปัจจุบันกว่างซีมีกำลังผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ 1.2 ล้านคันต่อปี “ตั้งเป้าส่งเสริมให้วิสาหกิจจีนตั้งฐานการผลิตในไทย” เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การผลิต และการตลาดระหว่าง 2 ประเทศ แนวทางนี้จะช่วยยกระดับเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนและไทยให้เติบโตไปด้วยกันนอกจากนี้ กว่างซีจะยกระดับเส้นทางเดินเรืออ่าวเป่ยปู้-ไทย “พัฒนาโลจิสติกส์ท่าเรือชินโจวสู่ไทย” เป็นช่องทางนำเข้าผลไม้ และสินค้าเกษตรคุณภาพจากไทยสู่จีนตะวันตก พร้อมปรับปรุงกระบวนการศุลกากรทั้งการยื่นเอกสารล่วงหน้า การรับสินค้าจากท่าเรือโดยตรง และการปล่อยสินค้าแบบมีเงื่อนไข เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อย ลดเวลาขนส่งในการสร้างระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่มีความคล่องตัวยิ่งขึ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทยที่กำลังเติบโตด้านการส่งออก-นำเข้าในทางบกและทางทะเล “เปิดเส้นทางเรือขนส่งตรงระหว่างท่าเรือชินโจวกับไทย” จะส่งผลให้สินค้าจีน-ไทยขยายตัวได้รวดเร็วทั้งในหมวดอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์พลังงานใหม่ ผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคฉะนั้นไทยควรเร่งสร้างสมดุลระหว่างการเปิดตลาด และปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ พร้อมทั้งใช้โอกาสความร่วมมือกับกว่างซี “ยกระดับสินค้าคุณภาพ” เพื่อขยายกลับเข้าสู่จีนด้วย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม