ปราบปรามเท่าไรก็ไม่หมด “แก๊งทวงหนี้โหด” ที่หวนมาอาละวาดตามชุมชนหมู่บ้านแจกนามบัตรโฆษณาใช้สื่อโซเชียลมีเดียชักชวน “ปล่อยกู้เงินสดด่วน” ให้กลุ่มคนรายได้น้อยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่กำลังมีปัญหาทางการเงินแลกกับการยอมเสียดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนดนับแต่โควิดคลี่คลายมานี้กระทั่งลูกหนี้หลายคนแบกรับจ่ายหนี้ไม่ไหวมักจบลงด้วย “การทวงหนี้โหด” ไม่ว่าจะเป็นถูกทวงถามอย่างรุนแรง ข่มขู่ คุกคาม ทำให้อับอาย ลุกลามไปถึงทำลายทรัพย์สินของคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ “ลงมือทำร้ายลูกหนี้” อันมีทั้งตกเป็นข่าว และไม่ตกเป็นข่าวมากมายอยู่เวลานี้แม้บางกรณีจะมีการแจ้งความกับ “ตำรวจ” สุดท้ายมักจบด้วยการไกล่เกลี่ยจนลือกันว่าตำรวจบางคนรู้เห็นเป็นใจกลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบหรือไม่ “วิศรุธ” อดีตแก๊งหมวกกันน็อกเงินกู้ที่เคยต้องโทษคดีอาญาให้ข้อมูลว่านับตั้งแต่โควิด-19 ระบาด “พ่อค้าแม่ค้าและผู้มีรายได้น้อย” ทำมาหากินค่อนข้างลำบาก “จนเกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง” ทำให้หลายคนต้องกู้เงินมาต่อยอดกิจการ หรือจ่ายค่างวดรถ ค่าบ้าน ใช้จ่ายในครัวเรือน แต่การกู้เงินกับ “สถาบันการเงิน” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายมักถูกขอตรวจสอบประวัติเครดิตบูโร หรือถามหาหลักประกันใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อจะให้มั่นใจว่าหากผู้กู้เงินชำระหนี้ไม่ได้ธนาคารยังพอมีทางจะได้เงินคืนยิ่งกว่านั้น “พ่อค้าแม่ค้า” มักไม่มีสลิปเงินเดือนกลายเป็นอุปสรรคต่อการยื่นขอยืมเงิน สุดท้ายถูกสถาบันการเงินปฏิเสธให้กู้ต้องหันหน้าหาเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูงอันมีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อจะนำเงินมาใช้จ่ายประคองธุรกิจ หรือปรับปรุงร้านค้า ทำให้ช่วงหลังโควิด-19 มานี้กลุ่มธุรกิจกู้เงินนอกระบบกลับมาเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆสำหรับรูปแบบ “เงินกู้นอกระบบ” ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ระดับกล่าวคือ ระดับแรก...“กลุ่มทุนปล่อยกู้ในตลาด” ที่เป็นแม่ค้าผันตัวมาปล่อยกู้เงินสดไม่เกิน 20,000-30,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อการให้กู้ยืมด้วยการเขียนสัญญาการกู้ยืมเงิน “เซ็นชื่อลงกระดาษเปล่า” ถ้ามีปัญหาผู้ให้กู้ก็จะเขียนกรอกตัวเลขดอกเบี้ยในเอกสารสัญญาให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อฟ้องร้องคดีแพ่ง และป้องกันกรณีถูกดำเนินคดีในความผิดคิดดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด “นายทุนบางคน” จ้างทนายเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายด้วยซ้ำ ถัดมาคือ “แขกปล่อยกู้ยืมเงิน” ส่วนใหญ่เป็นแขกขายผ่อนสินค้าตามหมู่บ้านผันตัวมาปล่อยเงินกู้เฉพาะคนไว้ใจ “เน้นลูกค้าเคยผ่อนสินค้าเดิม” อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 บาท/เดือนภายในเวลา 24 วัน เช่น ลูกหนี้กู้ 1 หมื่นบาทถูกหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 2,000 บาท ทำให้ได้เงินเพียง 8,000 บาทหากไม่อาจจ่ายเงินได้ก็ต้องจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเรื่อยๆ แต่ว่าแขกกลุ่มนี้จะไม่คุ้นเคยพื้นที่มักไม่ใช้ความรุนแรงในการทวงเงิน ในส่วนอีกกรณีคือ “การปล่อยทองรูปพรรณเงินผ่อน” มีการกำหนดเงินต่อวันชัดเจนคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5-15 ต่อเดือน แล้วผู้กู้จะนำทองไปขายหรือจำนำ เพื่อเป็นเงินไปใช้จ่ายปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนต่อมาระดับที่สอง...“แก๊งหมวกกันน็อกเก็บเงินกู้” ส่วนใหญ่กลุ่ม หมวกกันน็อกนี้เป็นเสมือนพนักงานปล่อยเงินกู้ และติดตามเงินกู้ให้แก่ “เจ้าของเงินกู้หรือนายทุนเงิน” มักได้รับค่าจ้างรายวันบวกกับค่าเปอร์เซ็นต์จากจำนวนเงินที่ติดตามมาได้ ด้วยการส่งเงินรับเงินผ่าน “ตัวกลาง” อันเป็นหัวหน้าทีมในแต่ละพื้นที่นั้น เพื่อเป็นการตัดตอน “ป้องกันการถูกซัดทอดไปถึงนายทุน” ในกรณีเครือข่ายถูกจับกุมดำเนินคดี ส่วนรูปแบบการทำงาน “แก๊งหมวกกันน็อก” จะเข้าไปในพื้นที่ตามจังหวัดด้วยการเช่าบ้านมีเครือข่ายประมาณ 10-20 คน ส่วนใหญ่มักกล่าวอ้างกันว่า “ต้องเคลียร์กับคนมีสี” อันเป็นการเปิดทางให้มีความสะดวกในบางกรณีเพราะทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า “แก๊งหมวกกันน็อก” ที่สวมเสื้อแจ็กเกตใส่หมวกกันน็อกเต็มใบปิดหน้า เข้าไปตามซอย แหล่งชุมชน มักเป็นแก๊งปล่อยเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด “อันเป็นพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย” หากไม่เคลียร์กับคนมีสีในพื้นที่ก็ค่อนข้างยากที่จะสามารถเข้าไปในพื้นที่ปล่อยเงินกู้ได้ในส่วน “วิธีการชักชวนคนมากู้เงิน” สมัยก่อนใช้วิธีการแปะนามบัตรไว้ตามเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ ตู้เอทีเอ็ม แจกไว้ที่ร้านค้า แต่ปัจจุบันใช้สื่อโซเชียลฯ มาช่วยโฆษณาชักชวนผู้มีปัญหาทางการเงินให้ติดต่อมากู้เงินด้วยเมื่อมีผู้สนใจ “มักปล่อยดอกเบี้ยร้อยละ 2–5 บาทต่อวัน” โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานทางการเงินเพียงแต่อาจต้อง “ทำสัญญารับสภาพหนี้หรือสัญญากู้ยืมเงินเซ็นชื่อลงกระดาษเปล่าแต่ละครั้ง” ด้วยการใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือบุคคลค้ำประกันเป็นบางกรณีเท่านั้นวิธีการเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยนั้น “ใช้วิธีการเรียกเก็บเป็นรายวัน” คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2-5 ต่อวัน เช่น กู้เงิน 10,000 บาท จะต้องจ่ายดอกเบี้ยรายวัน วันละ 200 บาท และบวกเงินต้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะจ่ายครบปัญหามีอยู่ว่า “การกู้เงินประเภทนี้” หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ยอมจ่ายมักจะมีการข่มขู่ คุกคาม หรือทำให้อาย หลายกรณีมีการทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน แล้วถ้าบางครั้งลูกหนี้แจ้งความตำรวจมักจบลง “ด้วยการไกล่เกลี่ยให้ลูกหนี้ยอมความ” ทำให้แก๊งหมวกกันน็อกจะได้รับการปล่อยตัวอยู่บ่อยครั้งทว่าสำหรับ “ระดับการทวงหนี้โหดกับลูกหนี้นั้น” แก๊งหมวกกันน็อกจะแบ่งกันทำหน้าที่ 3 ระดับ ชุดแรก...“ทีมทวงหนี้ปกติทั่วไป” ในกรณีผู้กู้จ่ายเงินช้ามักอ้างหมุนเงินไม่ทันบ้าง หรือฝนตกขายของไม่ดีบ้าง เช่นนี้จะยังพอคุยกับกลุ่มหมวกกันน็อกได้ แต่จากนั้นถ้าไม่ยอมจ่ายอีกจะเริ่มใช้คําหยาบคายรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาหากไม่ยอมจ่ายอีก “แก๊งหมวกกันน็อกจะเปลี่ยนทีมคุกคาม” เพื่อเข้ามากดดันที่บ้านหรือเข้าไปยังที่ทำงาน แสดงอำนาจลักษณะการข่มขู่ให้กลัวยิ่งขึ้น เช่น บุกเข้าไปนั่งรออยู่ในบ้าน แต่ถ้าหากลูกหนี้อยู่ในบ้านล็อกประตูหน้าบ้านเหมือนไม่มีคน “แก๊งหมวกกันน็อก” จะบุกเข้าค้นสิ่งของให้เกิดความเสียหายก็มีอยู่เช่นกันถ้าสำหรับคนขาดการจ่ายหนี้ต่อเนื่องหลายวัน “ทีมฮาร์ดคอร์” ส่วนใหญ่จะเป็นคนนอกพื้นที่เข้ามาประชิดตัวทำร้ายร่างกาย เพราะต้องเข้าใจว่าการกู้เงินนอกระบบ “คนให้กู้เงิน” มีความเสี่ยงถูกลูกหนี้หนีไม่ยอมจ่ายเงินได้ตลอดเวลา ดังนั้นเขาต้องแสดงอำนาจเตือนไม่ให้ผู้กู้คนอื่น “เอาเป็นแบบอย่าง” ไม่กล้าหนีหนี้นั้นเรื่องนี้คนกู้เข้าใจยอมรับสภาพเงื่อนไขนี้ดีว่า “การกู้เงินนอกระบบ” ต้องแลกกับการถูกเก็บดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด และหากไม่มีเงินจ่ายยอมต้องเผชิญความเสี่ยงการถูกข่มขู่ คุกคาม หรือติดตามทำร้าย แล้วถ้าแจ้งความกับตำรวจมักจบลง “ไกล่เกลี่ย” เพราะการกู้ยืมเงินนั้นเป็นความสมยอมระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้บางครั้งนั้น “แก๊งหมวกกันน็อก” มักจะได้รับการปล่อยตัวออกมาคุกคามลูกหนี้หนักมากกว่าเดิมจริงๆแล้ว “แก๊งหมวกกันน็อกเก็บเงินกู้” ส่วนใหญ่มากกว่า 70%เป็นกลุ่มสายดาร์กๆที่เคยถูกดำเนินคดีพ้นโทษออกมาแล้ว “ไม่ได้รับโอกาสจากสังคมจนไม่มีงานทำ” ก็จะถูกชักชวนต่อๆกันให้เข้ามาทำงานในกลุ่มแก๊งหมวกกันน็อกเก็บเงินกู้นอกระบบนี้ที่ได้ค่าแรงงานรายวันและบวกคอมมิชชันดังนั้น “แก๊งหมวกกันน็อกมักต้องเก็บเงินให้ได้มากๆเพื่อจะได้คอมมิชชันสูง” แล้วยิ่งลูกค้ารายใดทวงเงินได้ยากมักจะเป็นงานมีค่าคอมมิชชันสูง สิ่งนี้เป็นสาเหตุต้องทวงหนี้เงินกู้กันโหดๆ เพื่อเร่งทำยอด แล้วการก่อเหตุลงมือทำร้ายลูกหนี้แต่ละครั้ง “ต้องได้รับหน้าเสื่อก่อนเสมอ” ข่าวลือกันเพื่อเคลียร์เส้นทางไม่ให้ถูกจับดำเนินคดียกเว้นดวงซวยจริงๆ “เหตุการณ์นั้นตกเป็นกระแสข่าว” กลายเป็นคดีได้รับความสนใจของประชาชน “นายตำรวจระดับสูง” มักจะเข้ามาคุมการสืบสวนสอบสวนเร่งปิดคดี และที่สำคัญการจับกุมแต่ละครั้งทำได้เพียงเจ้าหนี้รายย่อยหรือแก๊งหมวกกันน็อก แต่น้อยครั้งนักที่จะสืบสาวไปถึงเจ้าหนี้รายใหญ่ได้...ทั้งหมดนี้คือ “ขบวนการปล่อยเงินกู้นอกระบบ” ที่ฟื้นคืนชีพกลับมาตระเวนปล่อยเงินเก็บดอกเบี้ยสูงทวงหนี้โหด “ไม่เกรงกลัวกฎหมาย”วนเวียนสร้างความหวาดผวาให้สังคมอย่างไม่จบสิ้นอยู่ขณะนี้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม