วันเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤษภาคม กำลังเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว อีกหนึ่งสัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็จะเปิดรับสมัคร ส.ส.แล้ว 3-7 เมษายน เปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 4-7 เมษายน เปิดรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กับ รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จันทร์ที่ 27 มีนาคม เปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่ 27 มีนาคม-13 เมษายน ก็หวังว่า ประชาชนคนไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะต้องเร่งตัดสินใจ จะเลือกใครเป็นนายกฯ? จะเลือกพรรคไหนเป็นรัฐบาล? เพราะนักการเมืองให้โอกาสเราเพียง 1 วันในรอบ 4 ปี คือ วันเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากวันเลือกตั้ง เราจะไม่ได้เห็นหน้า ส.ส.พวกนี้อีกเลย จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่การเลือกตั้งครั้งนี้ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า จะมีเงินสะพัดมากที่สุดถึง 1-1.2 แสนล้านบาท ในช่วงเวลา 1 เดือนครึ่งในทุกเขตเลือกตั้ง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.5-0.7%เงินสดๆ 1.2 แสนล้านบาท ที่ใช้ในการเลือกตั้งของนักการเมือง 500 คน ก็เป็นไปตามที่เกจิการเมืองประเมินไว้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลายพรรคการเมืองรวยอู้ฟู่จากการเป็นรัฐบาลในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บางคนเป็นรัฐบาลมา 8 ปี ข่าวจากสนามการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังดุเดือดว่า ไม่เพียงเงินเลือกตั้งกว่า 120,000 ล้านบาท ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าคาดการณ์ ถ้ารวมค่าตัว ส.ส.ที่ดูดกันไปดูดกันมาของแต่ละพรรคการเมือง จำนวนเงินที่สะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะมากกว่า 120,000 ล้านบาทก็ได้ เพราะ นักการเมืองเกรดเอเกรดบีเกรดซีโก่งค่าตัวกันเยอะ เพราะ รู้ว่าแต่ละพรรคขาดคนลงเลือกตั้ง และพรรคนักดูดก็เงินหนากันทั้งนั้นประเด็นที่คนให้ความสนใจมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะคัมแบ็ก กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยได้หรือไม่?เกจิการเมืองที่วิเคราะห์เรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปฏิเสธลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เพราะไม่ต้องการร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ อดีต หัวหน้าคณะปฏิวัติ ไม่อยากเป็นปัญหาของพรรค คุณอภิสิทธิ์ อ้างอิงผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ว่า พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคใหญ่ที่สุด อันดับ 2 เผลอๆจะไม่ถึง 100 เสียง มีโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แต่บังเอิญวันนี้เรามี รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ทำให้โจทย์ของพรรคเพื่อไทย จะต้อง ได้ 375 ที่นั่งขึ้นไป เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนวิเคราะห์ว่า เพื่อไทยเล็งที่จะจับมือกับพลังประชารัฐส่วน พรรคก้าวไกล ประกาศชัดเจนว่าร่วมกับใครไม่ได้บ้าง ภูมิใจไทย ดูเหมือนไม่ได้ปฏิเสธใคร ถ้าผลเป็นไปตามโพล อย่างไรก็ต้องไปเริ่มที่ เพื่อไทยก่อนถ้า เพื่อไทยได้เกิน 250 เสียง แล้วอีกฝ่ายไปตั้งรัฐบาลโดยไม่มีเพื่อไทย ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าได้ 250 เสียง ก็เกิดคำถามว่า จะให้ เขาตั้งรัฐบาลอย่างไร เงื่อนไขใครจะมาจับด้วยคืออะไร ถ้าไม่ถึง 250 ก็อาจจะมีช่องทางอื่นมากขึ้น เพื่อไทยก็ทราบดี จึงได้พูดแลนด์สไลด์ แต่ต้น ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวเลขและเงื่อนไข รวมถึงท่าทีพรรคอื่นๆ ถ้าผลโพลบ่งชี้เช่นนี้ อย่างไรก็ต้องไปตั้งต้นที่เพื่อไทยก่อน ใครใกล้ 375 มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นที่มาของ 310 เสียงเมื่อถามว่า โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯอีกหรือไม่ คุณอภิสิทธิ์ มองว่า ต้องมีเสียงสนับสนุนเกิน 250 เสียง คือ พรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้เสียงเกินครึ่ง และ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯด้วย ไม่เช่นนั้นคงอยู่ยาก เท่าที่ดูโพลวันนี้ ภูมิใจไทยจะใหญ่ที่สุด จึงไม่ใช่งานง่ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ถ้า พรรครวมไทยสร้างชาติ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ส.ส.ไม่ถึง 100 เสียง ได้เพียง 25–30 เสียง ก็คงต้องแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน เที่ยวนี้ คงไม่มีพรรคไหนยอมให้พรรคเล็กเช่นนี้เป็นนายกฯ โดยอาศัย ส.ว.ลากตั้ง 250 เสียง อีกต่อไปแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”