กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.พร้อม แล้ว สำหรับการเลือกตั้งที่อาจมีขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้งที่แก้ไขใหม่ ไม่มีประเด็นใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งคราวนี้จะเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. 500 คน เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คนเป็นการเลือกตั้งที่ใช้บัตร 2 ใบ และใช้ 100 เป็นตัวหารสัดส่วนของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่าการเลือกตั้งแบบนี้ พรรคที่ได้เปรียบจะได้แก่พรรคใหญ่ หรือพรรคขนาดกลาง ส่วนพรรคขนาดเล็กหรือพรรคจิ๋วบางส่วนจะต้องสูญพันธุ์ เพราะจะต้องได้คะแนนเสียงราว 350,000 เสียง จึงจะได้ ส.ส.หนึ่งคนการเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ และใช้ 100 เป็นตัวหาร ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการเลือกตั้งไทย แต่เคยใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 จนเป็นที่รู้จัก และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เพราะบัตร 2 ใบ ใช้เลือก ส.ส.แบ่งเขต 1 ใบ เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 1 ใบ ประชาชนสามารถเลือกได้ทั้ง “คนที่รัก” และ “พรรคที่ชอบ”แต่การเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียว แบบปี 2562 และหารด้วย 500 ตามรัฐ ธรรมนูญ 2560 ได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทยใหม่ ทำให้มีพรรคลงแข่งขันเลือกตั้งกว่า 70 พรรค ได้ ส.ส.เข้าสภา 26 พรรค ได้ ส.ส.แค่คนเดียว 12 พรรค เป็นเบี้ยหัวแตก ต้องตั้งรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรค แต่เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอประเทศไทยได้แบบอย่างการปกครองระบบรัฐสภา ที่ลอกแบบมาจากประเทศประชาธิปไตยในยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี นอร์เวย์ เดนมาร์ก และสวีเดน ล้วนแต่ก้าวหน้า ทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจ ประเทศเหล่านี้มีระบบพรรคแบบ 2 พรรค หรือน้อยพรรค จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง มีประสิทธิภาพแต่ประเทศไทยส่งเสริมระบบหลายพรรค เคยมีรัฐบาลผสมร้อยพ่อพันแม่ บริหารประเทศไม่เอาไหน ซํ้ายังสกัดกั้นไม่ให้การเมืองก้าวหน้าด้วยการเข้าสู่ระบบ 2 พรรคอย่างที่เคยเป็น จากผลการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 มีพรรคคู่แข่งเหลือแค่ 2 พรรค คือพรรคไทยรักไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ชนะ แม้จะเปลี่ยนเป็นพรรคใหม่ ฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยึดแนวทางอำนาจนิยม อ้างว่าเป็น “เผด็จการรัฐสภา” ทั้งๆที่ยังมีพรรคฝ่ายค้านที่มี ส.ส.เพียงพอ ที่จะตรวจสอบรัฐบาลได้ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ เรื่องนี้กลายเป็นข้ออ้างหนึ่งในการยึดอำนาจโค่นล้มประชาธิปไตย.