การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.ล่มไม่เป็นท่าถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ครั้งแรกวันที่ 27 ก.ค. ครั้งที่สองวันที่ 5 ส.ค. ครั้งที่สามวันที่ 6 ส.ค. โดย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ คุณพิรงรอง รามสูต คุณศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ 3 คนวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม ให้เหตุผลว่าไม่สามารถร่วมประชุมกับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ที่ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช.ลงมติว่าขาดคุณสมบัติในการเป็น กสทช. ได้ แม้มีการนัดประชุมครั้งต่อไปวันพรุ่งนี้ก็คงเจอฉายหนังซ้ำ ประชุมล่มแน่นอน ถือได้ว่าองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมแห่งนี้เข้าสู่ภาวะ “องค์กรอัมพาต” เรียบร้อยแล้วระหว่างที่ปมกฎหมายยังไร้ข้อยุติ บอร์ด กสทช.ที่ร้าวลึกอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งคัดง้างกันดุเดือดขึ้น ฝั่ง นพ.สรณเสียงแข็งว่า ตราบใดยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ก็ยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทุกประการ ขณะที่กรรมการอีกฝั่งปฏิเสธร่วมสังฆกรรม โดยมองว่าหากฝืนเข้าร่วมการประชุมที่มี นพ.สรณซึ่งถูกชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติไปแล้วอยู่ด้วย มติต่างๆที่ออกมาย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโมฆะ และกรรมการก็เสี่ยงติดคุกในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157การขับเคี่ยวเล่นแง่จนองค์กรเป็นอัมพาตแบบนี้ ส่งผลโดยตรงต่อ เรื่องสำคัญระดับชาติ ที่จ่อคิวรอการพิจารณาจากบอร์ด กสทช.หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกรอบเวลา Digital TV Roadmap เพื่อรองรับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุ การจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน National Streaming Platform (NSP) การประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ชุดใหม่ ตลอดจนการกำกับดูแลคุณภาพและราคาค่าบริการโทรคมนาคม รวมถึงโครงการเอไอกับดาวเทียม ต่างสะดุดหยุดชะงักทั้งหมดงานนโยบายไม่เดินหน้า เม็ดเงินการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลระดับแสนล้านบาทถูกแช่แข็ง กำลังกลายเป็นภาระหนักหน่วงที่ประเทศชาติและประชาชนต้องแบกรับ ในเมื่อองค์กรกำกับดูแลไร้ทิศทาง ย่อมสร้างความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน ไม่มีใครกล้าขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆบนพื้นฐานของมติประชุมบอร์ด ที่เสี่ยงถูกสั่งยกเลิกในภายหลัง หรืออาจฟ้องเอาผิดบอร์ดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบได้ ถ้าเอกชนได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ดหากมองย้อนกลับไปช่วง 4 ปี 4 เดือนที่บอร์ดชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่ ภาพจำต่อสาธารณชนไม่ใช่ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีของชาติ แต่เป็นภาพ ความขัดแย้ง ของบอร์ดที่แตกเป็นสองฝ่ายมาตั้งแต่แรกเริ่ม ส่วนผลงานที่สังคมจดจำก็หนีไม่พ้น การอนุมัติควบรวมค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ซึ่งทิ้งกังขาเรื่องค่าบริการให้ประชาชนแบกรับ4 ปี 4 เดือนที่สูญเปล่า กับอีกเกือบ 1 ปีเศษๆที่มองไม่เห็นอนาคต ถือเป็นความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ประเทศไทยจะยอมปล่อยให้เศรษฐกิจและนวัตกรรมสื่อสารต้องสะดุดหยุดลง เพียงเพราะความขัดแย้งส่วนบุคคลและปัญหากฎหมายที่ยื้อยุดกันอย่างนั้นหรือ ผมว่าวันนี้ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำประเทศ ต้องกล้าตัดสินใจ ไม่ควรลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอีกแล้ว ย้อนไปดูกรณีของ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ในช่วงปี 2548-2549 ที่มีปัญหาขาดคุณสมบัติ ศาลปกครองก็มีคำพิพากษาว่ากระบวนการสรรหา กสช.ครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้บอร์ด กสช.ล้มไปทั้งชุด สุญญากาศช่วงนั้นส่งผลกระทบต่อการประมูลคลื่น 3G แม้แต่ลาวยังแซงหน้าไทยไปก่อน สภาพของบอร์ด กสทช.ชุดปัจจุบันมาถึงจุดที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพได้อีกแล้ว ถึงฝืนนัดประชุมก็ยิ่งตอกย้ำความพิกลพิการเป็นอัมพาต ผมเห็นด้วยกับกระแสเรียกร้องให้นายกฯอนุทินออก พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช.ทั้งคณะ ล้างไพ่สรรหาใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน สลัดตัวถ่วงทิ้งแล้วเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารโดยด่วน.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม