ทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาเศรษฐกิจ บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แย้มประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมลับมีดยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังเปิดเทอมประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.69อันดับแรกอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 วาระ 2 พิจารณารายมาตรา รายกระทรวง หน่วยงานรัฐที่ต้องใช้งบประมาณและวาระ 3 พิจารณาทั้งฉบับ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (กมธ.)ระหว่างนี้ นายชัยชนะ ในฐานะ กมธ.ตำรวจ ลงพื้นที่เปิดอบรม “นักสืบสีขาว” และคลินิกทนายอาสาในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทยอยติดอาวุธทางความคิดถึงการหลีกเลี่ยงภัยสังคมทางไซเบอร์ ยาเสพติด และอนาคตของตัวเองให้เยาวชนในพื้นที่ สส.เขต พรรคประชาธิปัตย์ รุ่นละ 200-210 คน ทำให้ครบ 100 รุ่นเพื่อให้เยาวชนสนใจการเมือง เพราะทุกอย่างการเมืองกำหนดทั้งหมด ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังต้องถูกเลือกตั้งทางอ้อมผ่านผู้แทนปวงชนชาวไทย เมื่อเติบโตขึ้นหวังกลายเป็นกำลังหลักเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยรวมถึงได้สอบถามประชาชนเก็บข้อมูลดิบในพื้นที่ต่างๆถึงการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนับแต่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ครบ 4 เดือนในสัปดาห์นี้ หรือรัฐบาล 8 เดือนหากนับรวมรัฐบาลอนุทิน 1 และรัฐบาลอนุทิน 2โดยเฉพาะรัฐบาลประกาศแก้ปัญหาเศรษฐกิจ วันนี้สะท้อนชัดเจนเศรษฐกิจไม่โตขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ชาวบ้านรายได้ลดลง เผชิญปัญหาปากท้องหากย้อนไปช่วงวิกฤติพลังงาน เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ราคาน้ำมันสูง ราคาสินค้าปรับตัวตาม พอราคาน้ำมันลด แต่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ มี น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นแม่ทัพ ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าให้ลดลงได้ ประเด็นที่ประกาศต่อสาธารณะทำไม่ได้สักเรื่องขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ต้องรีบหางบประมาณเยียวยาเกษตรกรชาวนาไร่ละ 1 พันบาทที่ค้างอยู่ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่ปรับขึ้นตามที่รัฐบาลให้คำมั่นสัญญากับเกษตรกร ที่สำคัญไร้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารับมือฤดูผลไม้ที่เกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคสะท้อนชัดแก้ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเร่งทำ คือโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ไปเอางบประมาณจากส่วนอื่นและไปตัดงบประมาณด้านการลงทุนทุกด้านเช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ถูกหั่นงบพัฒนา 7 พันล้านบาท กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ งบกลุ่มจังหวัด 2 หมื่นล้านบาท แทนที่ดึงงบกลุ่มจังหวัดที่ตัดงบจังหวัดเหล่านี้ไปอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่รัฐบาลไม่ได้ทำกลับไปเดินหน้าโครงการอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) เพื่อจ้างงานบุคลากรปฏิบัติงานเต็มเวลาในพื้นที่ตำบลเป้าหมายทั่วประเทศ ปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 31 ก.ค.นี้ในฐานะเคยเป็น รมช.สาธารณสุข เมื่อดูกรอบการปฏิบัติหน้าที่พบว่าซ้ำซ้อน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน หมู่บ้านละ 5 คน ข้องใจว่ามี อสม.ที่เป็นจิตอาสา ทำงานตั้งแต่ไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่รัฐบาลกำลังไปเพิ่ม อสพ.ขึ้นมาขอเสนอให้เร่งทำ พ.ร.บ.อสม. เพิ่มค่าตอบแทน และเอางบประมาณที่จะทำ อสพ.ไปบรรจุพนักงานราชการที่เป็นลูกจ้างของกระทรวงสาธารณสุขจะดีกว่า“สิ่งที่รัฐบาลควรรีบขับเคลื่อนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะนโยบายพลังงานที่ประกาศส่งเสริมติดโซลาร์รูฟท็อปด้วยเงินกู้พร้อมแผนงานที่ชัดเจน ทั้งในแง่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แผนรองรับขยะอันตรายหลังหมดอายุการใช้งาน หากไม่มีมาตรการรองรับ สุดท้ายกลายเป็นการโยนภาระให้ท้องถิ่นรับกรรม”ทำไมรัฐบาลบริหารประเทศได้แค่ 4 เดือน แต่สังคมส่วนใหญ่กลับมีความรู้สึกว่ารัฐบาลบริหารประเทศใกล้ครบ 4 ปี ปลายเทอมรัฐบาลแล้ว นายชัยชนะ บอกว่า 4 เดือนแรกในรัฐบาลอนุทิน 1 ของใหม่ที่หอมหวน แต่พอรัฐบาลอนุทิน 2 บริหารประเทศจริงจัง 4 เดือน การเมืองมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเยอะจน รมว.พาณิชย์ รมว.คลัง ที่ดูแลเศรษฐกิจ ควบคุมราคาสินค้า หายไปจากสังคม กลายเป็น รมช.มหาดไทย ทั้งนายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นคนที่ขับเคลื่อนหลักแต่ ครม.มี 35 คน คนที่ขับเคลื่อนหลักหายไปไหน ทั้งที่ขณะที่มีปัญหาต่างๆรุมเร้า ที่สังคมบางส่วนสะท้อนความรู้สึกว่ามันอยู่ช่วงปลายรัฐบาลหรือไม่ ทำไมรัฐบาลแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยหรือสุดท้ายเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองอยู่เมื่อขุนพลเศรษฐกิจ ทั้ง รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ หายไปไร้ผลงาน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ หรือแก้ปัญหาล่าช้า จึงเป็นที่มาของวลี “ฝากน้ำมันตับปลา” ไปให้บำรุงสมองเพิ่มความว่องไว นายชัยชนะ บอกว่า เห็นทั้งสองท่านแบกรับปัญหาประเทศ ต้องการให้ตอบถึงการแก้ปัญหาต่างๆ อย่าโกหกประชาชนปัญหาระดับฐานรากที่ได้รับทราบจากชาวบ้านในพื้นที่ ขอถามว่า กว่า 170 วัน “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” พอใจกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เป็นอยู่อย่างไร ไปไหนชาวบ้านประสานเสียงไปทิศทางเดียวกันหมด“ร้านค้าเงียบ สถานบริการเงียบ รายได้ไม่มี วินมอเตอร์ไซค์ขาดลูกค้า แท็กซี่ขาดรายได้” บ่งบอกว่าประชาชนไม่มาใช้บริการ เพราะชาวบ้านไม่มีเงินจนประชาชนย้ำทวนความจำรัฐบาลที่ประกาศให้ประชาชนว่า “พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว” แต่วันนี้ชาวบ้านระบุว่า “คนจนไม่มีจะกินอยู่แล้ว ขายของไม่ได้ เงินเยียวยาได้เมื่อไหร่” จึงเปรียบเปรยไปกิน “ฟิชออยล์” บำรุงสมอง เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นที่มาเตรียมข้อมูลยื่นซักฟอกรัฐบาลอนุทิน เน้นความล้มเหลวแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายชัยชนะบอกว่า เชื่อว่าเป็นไปตามประเด็นข้างต้น อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ผลศึกษาออกมาชัดเจน ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจแต่รัฐบาลจะขอทบทวนอีกรอบ ทั้งที่ชาวบ้านแสดงจุดยืนชัดเจน หากเดินหน้าแลนด์บริดจ์ต่อ เชื่อว่ามีข้อมูลที่สังคมไม่เคยเห็นออกมาเยอะแน่ ว่าใครไปซื้อที่ดินที่ไหน ถือครองที่ดินกับใคร มันมีข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดฉะนั้นคีย์หลักที่ฝ่ายค้านจะซักฟอกรมว.คลัง-รมว.พาณิชย์ รวมถึงนายกฯช่วยขยายความที่ระบุว่า “สุดท้ายรัฐบาลเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองอยู่” หมายถึงอะไร นายชัยชนะ บอกว่า สิ่งที่ประชาชนสงสัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน เช่น คดีฮั้วเลือก สว. โกงสอบท้องถิ่นโดยหลักเชื่อว่า 4 เดือน รัฐบาลควรมีผลงานที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะ ครม. 35 คน มาจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นคนที่พูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ดีอยู่แล้วฉะนั้นรัฐบาลต้องกล้าประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยลงทุนระบบรางคู่เชื่อมต่อจีนให้ได้ ระบบรางเชื่อมทุกท่าเรือในไทย เพื่อลดปัญหาการขนส่งที่แออัดบนท้องถนน ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และไปเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิตเสนอให้รัฐบาลเร่งพิสูจน์คดีฮั้ว สว. โกงสอบท้องถิ่น เพื่อเอาสมาธิไปกู้รัฐบาลที่ศรัทธาทรุด โดยเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจ นายชัยชนะ บอกว่า เมื่อสังคมสงสัยประเด็นไหน ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง เช่น ฮั้ว สว. มีโยงเบอร์หนึ่งผู้บริหารระดับท้องถิ่นใน จ.นครศรีธรรมราช ต้องเชิญนักการเมืองท้องถิ่นคนนี้มาให้ปากคำรัฐบาลอย่าติดหล่มคดีฮั้วการเลือก สว.อย่ามัวแบ่งเค้กอำนาจในพรรคกันอยู่เพื่อนำเวลาไปแก้ปัญหาของประเทศ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม