เหตุสะเทือนใจ กรณีนักเรียนชาย ชั้น ม.3 โรงเรียนย่านนนทบุรี ก่อเหตุกราดยิง...ทั้งที่บ้านพักและภายในโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก “ไทยพีบีเอส” ทีวีสาธารณะ...เปิดสถิติ “เด็ก–เยาวชน” ก่อเหตุคดีอาญาวัย “มัธยมศึกษา” น่ากังวล เอาไว้น่าสนใจหากพลิกสถิติจำนวนคดีอาญาของเด็กและเยาวชน ที่เข้าสู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า ในปี 2564 มีจำนวน 14,593 คดี...ในปี 2565 จำนวน 12,192 คดี...ปี 2566 จำนวน 12,602 คดี...ปี 2567 จำนวน 14,844 คดี และปี 2568 จำนวน 13,399 คดี รวม 67,630 คดี ผู้กระทำผิดเป็นเพศชาย 61,169 คดี หรือร้อยละ 90.49 และหญิง 6,461 คดี หรือร้อยละ 9.54สถิติและภาพรวมสะท้อนว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนที่ก่อคดีอาญาในลักษณะรุนแรงอยู่ใน “วัยเรียนระดับมัธยมศึกษา” ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษข้อมูลภาพรวมสะท้อนอีกว่าปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดในคดีอาญามักมีรากฐานมาจาก ปัญหาครอบครัว...ครอบครัวแตกแยก หรือพ่อแม่หย่าร้าง การขาดความใกล้ชิด...เด็กต้องไปอยู่ในความดูแลของญาติแทนพ่อแม่ ทำให้ขาดความรัก ความอบอุ่น และการดูแลเอาใจใส่ที่ใกล้ชิดปัญหาความยากจน และ สภาพแวดล้อมทางสังคมรอบตัวประเด็นสำคัญคือ...เหตุรุนแรงที่เกิดซ้ำซากในแต่ละห้วงเวลาสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงและอาชญากรรมที่ก่อขึ้น โดยเด็กเยาวชนอาจเป็นเงาสะท้อนของ “สังคมไทย” ที่เข้าสู่ขั้น “วิกฤติ” ในยุคที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและกระแสความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มของเด็กและเยาวชนไทย พ.ศ.2569 กลับซ่อน “วิกฤติเงียบ” ที่น่าตกใจและน่าวิตกกังวลอย่างยิ่งจากรายงานสถานการณ์ “สุขภาพจิต” ล่าสุดระบุว่า เด็กไทยกว่า 29% กำลังรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ขณะที่ 14% เผชิญภาวะความเครียดบ่อยครั้ง และที่น่าตกใจที่สุดคือมีเด็กราว 9 ล้านคนรู้สึกไม่พอใจในชีวิตของตนเองปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากความอ่อนแอส่วนบุคคล หากแต่มีรากฐานลึกซึ้งมาจาก “การขาดความผูกพันในครอบครัว” อันเป็นตัวจุดชนวนให้ปัญหาทางสุขภาพจิตลุกลามกลายเป็นวิกฤติระดับชาติที่ผู้ใหญ่ในสังคมไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไปกรมสุขภาพจิตและหน่วยงานด้านเด็กได้จำแนกสถานการณ์ความเครียดและโรคซึมเศร้าตามช่วงอายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาในแต่ละมิติอย่างชัดเจนเอาไว้น่าสนใจ หนึ่ง...วัยเด็กตอนต้นถึงตอนปลาย (อายุ 6–12 ปี)...เครียดปรับตัวและขาดความอบอุ่น พบเด็กในวัยเรียนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าราว 7.1%ปัญหาหลักคือพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น อารมณ์ร้อน และความเครียดสะสมจากการปรับตัวเข้าสู่สังคมโรงเรียน ท่ามกลางช่องว่างของครอบครัวที่ขาดเวลาคุณภาพ ถัดมา...วัยรุ่นตอนต้นถึงตอนกลาง (อายุ 15–19 ปี)...กลุ่มเสี่ยงวิกฤติพยายามฆ่าตัวตายสูงสุด กรมสุขภาพจิตชี้ชัดว่า ช่วงวัยนี้คือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงพยายามฆ่าตัวตายสูงที่สุดในทุกช่วงวัย สถิติโรคซึมเศร้าพุ่งสูงถึง 13.3% พบในวัยรุ่นหญิงมากกว่าวัยรุ่นชายถึง 2 เท่าชนวนเหตุสำคัญอันดับหนึ่งคือ “ความเครียดจากการสอบ”...กลัวเกรดไม่ดี สอบตก และแรงกดดันการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและการถูกกลั่นแกล้ง...บูลลี่สาม...วัยรุ่นตอนปลายถึงผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ 19–25 ปี)...เคว้งคว้างช่วงรอยต่อชีวิต เผชิญภาวะความเครียดระดับสูงถึงรุนแรง โดยรายงานจากคิดฟอร์คิดส์ระบุว่า เยาวชนกว่า 60.9% เกิดความเครียดรุนแรงจากปัจจัยการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงาน และความมั่นคงทางการเงินจับตา...สัญญาณเตือนภัยในบ้าน “ผู้ใหญ่” ต้องสังเกตก่อนจะสายเกินแก้ พุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กในแต่ละช่วงวัยที่มีจุดสังเกตที่แตกต่างกันอาทิ วัยเด็ก (6–12 ปี)...แสดงออกทางกายและพฤติกรรม เช่น บ่นปวดหัว ปวดท้องหาสาเหตุไม่ได้ นอนไม่หลับ ปัสสาวะรดที่นอนหรือมีพฤติกรรมถดถอย...ดูดนิ้ว ติดแม่...ฉุนเฉียวรุนแรง วัยรุ่น (15–19 ปี)...หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ไวต่อคำวิจารณ์ แยกตัว ขาดเรียน ผลการเรียนตกฮวบหรือ...เริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านและทำร้ายตัวเองการจะดึงเด็กๆออกจากหลุมดำแห่งความซึมเศร้า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว กรมสุขภาพจิตแนะนำให้ผู้ปกครองใช้หลักการ “3 ส.” เพื่อรับมืออย่างถูกวิธี...เริ่มจาก สังเกต มองหาความผิดปกติ ทั้งพฤติกรรมการกิน การนอน หรือร่องรอยตามร่างกาย...สดับฟัง รับฟังความทุกข์ใจอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอนทันที และไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น และ ส่งต่อ หากพบอาการต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ หรือเอ่ยปากไม่อยากมีชีวิตอยู่...ต้องรีบพาไปพบผู้เชี่ยวชาญทันทีตอกย้ำ...วิกฤติสุขภาพจิตเด็กในปี 2569 นี้ กำลังส่งเสียงเตือนดังลั่นว่า “บ้าน” ต้องกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา ก่อนที่สถิติความสูญเสียจะพุ่งสูงเกินกว่าจะเยียวยา บางครั้งสิ่งที่เด็กวัยรุ่นต้องการจริงๆมีเพียงแค่ “คนรับฟัง” โดยไม่ได้ต้องการคำสั่ง สอน หรือการตัดสินถูกผิดทันที เทคนิคสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวแนะนำคือ การมองหาจังหวะที่ลูกรู้สึกผ่อนคลาย เช่น ตอนนั่งรถไปด้วยกัน ตอนกินขนม หรือทำกิจกรรมที่ชอบ ที่น่าสนใจคือการพูดคุยแบบ “ไม่ได้สบตากันตรงๆ” จะช่วยลดความกดดัน ความอึดอัด ทำให้ลูกวัยรุ่นกล้าเปิดใจเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังได้ง่ายและเป็นธรรมชาติในทางจิตวิทยาและพัฒนาการเด็ก...นี่คือวัคซีนทางใจที่ทรงพลังที่สุด ที่สามารถเปลี่ยนเด็กวัยรุ่นที่เปราะบาง ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรับมือคลื่นลมมรสุมในโลกภายนอกได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม