นิติสงครามระหว่างกองเชียร์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับฝ่ายเห็นต่างยังเดินหน้าต่อไป ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเอกสารสำคัญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นั่นก็คือบันทึกรายงานการประชุม ครั้งที่ 501 ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน มีความเห็นต่างกันเรื่องวาระ 8 ปีบันทึกการประชุม กรธ.ครั้งที่ 500 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ที่สื่อต่างๆนำออกเผยแพร่ ระบุว่า นายมีชัย ถามที่ประชุมว่า ผู้ที่เป็นนายกฯอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ จะนับรวมเวลาเข้ากับเวลาการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ นายมีชัยเห็นว่าต้องนับรวมตามบทเฉพาะกาล ม.264แต่หลังจากที่บันทึกการประชุมถูกเผยแพร่ มีการกล่าวอ้างว่า ไม่ใช่มติ ของกรธ. ไม่มีการรับรองรายงานการประชุม ฝ่ายผู้ร้องจึงยื่นสำเนาบันทึกการประชุมครั้งที่ 501 ยืนยันว่ามีการรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 500 ซึ่งขัดกับคำชี้แจงของนายมีชัยต่อศาล ที่ไม่ให้เริ่มนับวันเป็นนายกฯครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557เป็นคำชี้แจงที่ตรงกับของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่าตนเป็นนายกฯ 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ครั้งที่ 2 เป็นนายกฯ ตามบทเฉพาะกาลของศาลรัฐธรรมนูญ 2560 จะนำการเป็นนายกฯทั้งสองครั้งมารวมกันไม่ได้คำชี้แจงอ้างว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้การเป็นนายกฯของตน ตามรัฐธรรมนูญ 2557 สิ้นผลการบังคับใช้ ทำให้การเป็นนายกฯครั้งแรก “ขาดตอน” จากวันที่ 6 เมษายน 2560 จึงไม่อาจนับรวมการเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสองครั้งได้ ถ้าเห็นแบบนี้ ขอแนะนำให้กลับไปอ่าน ม.158 วรรคสี่ อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาตรา 158 วรรคสี่ เขียนไว้ชัดเจน “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่ง “ติดต่อกัน” หรือไม่” ชัดเจนว่ามาตรานี้ห้ามเป็นนายกฯเกิน 8 ปี ไม่ว่าจะเป็นติดต่อกัน หรือไม่ติดต่อกัน พล.อ.ประยุทธ์เคยยอมรับว่าตนเป็นนายกฯ 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันข้อเท็จจริงก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ 2 ครั้ง เป็นติดต่อกันโดยไม่มี “ขาดตอน” จะขาดตอนได้อย่างไรในเมื่อบทเฉพาะกาล ม.264 ระบุชัดแจ้ง “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” ขอให้เป็นเพียงนิติสงคราม มิใช่ “นิติศรีธนญชัย”.