ศรีธนญชัย ในนิทานที่เล่ากันในภาคกลาง ถ้าอยู่ในภาคเหนือ เขาเรียกกันว่า “เชียงเมี่ยง” ครับตอน “เชียงเมี่ยงแบ่งช้าง” อยู่ใน “นิทานไทย คุณตาคุณยายเล่าไว้” (ยุทธ เดชคำรุณ รวบรวม ยุพเรศ วินัยธร เรียบเรียง สำนัก พิมพ์รวมทรรศน์ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2536)ผมอ่านจบแล้ว พยายามนึกเชียงเมี่ยงประพิมพ์ประพายคล้ายคนพวกไหน ยังนึกไม่ออก จึงขอลอกมาเล่าต่อให้ท่านผู้อ่าน ช่วยกันคิดแทนครั้งหนึ่งช้างพังตัวโปรดของเจ้านครหายไป หลงเข้าไปอยู่ในสวนของเชียงเมี่ยง เชียงเมี่ยงดีใจ สั่งลูกน้องจับเอาไว้ใช้งานหารายได้เข้ากระเป๋าไปเพลินๆไม่นาน...งานก็เข้า โองการของเจ้านคร...ก็มาหาถึงบ้าน เชียงเมี่ยงจัดแจงแต่งตัวไปเข้าเฝ้า“ได้ข่าวว่าเจ้าจับช้างของข้าเอาไว้” เจ้านครรู้กิตติศัพท์ด้านเจ้าปัญญาเชียงเมี่ยงดี ก็ลองหยั่งเชิง“ข้าพเจ้าไม่รู้...” เชียงเมี่ยงทูล “เอาล่ะ ไม่รู้ ข้าจะถือว่า เจ้าไม่ผิด” เจ้านครว่า แล้วอ้างกฎหมาย...ที่พระองค์เขียนเอง “เจ้าก็รู้นี่นา! ทรัพย์สินใดๆในขอบขัณฑสีมา ต้องเป็นของข้ากึ่งหนึ่ง”เชียงเมี่ยงรู้ตัวแล้ว เสียท่าเจ้านคร “รู้ พระเจ้าข้า”“เอายังงี้ก็แล้วกัน เมื่อเจ้ารู้ ข้าจะไม่ยึดเอาช้างกลับ แต่จะยกให้เจ้าเลี้ยงเอาไว้ ว่าแต่ว่าเจ้าจะจัดการกับช้างของข้ายังไงดี”ข้อเสนอนี้ เข้าทางเชียงเมี่ยง “ข้าพเจ้าขอเสนอความเป็นเจ้าของช้างกึ่งหนึ่ง ช้างเท้าหน้าเป็นของพระองค์ ข้าพระบาทเป็นข้าแผ่นดินของพระองค์ ขอส่วนแบ่งช้างเท้าหลัง”เจ้านครเห็นว่าเข้าเค้า “เอา! ตกลงตามนั้น”นับแต่นั้น เชียงเมี่ยงก็ประกาศความเป็นหุ้นส่วนช้างของเจ้านครให้เป็นที่รู้กันทั่วไป เขาเริ่มต้นเลี้ยงดูช้างอย่างดี เบิกค่าอาหารทุกอย่างจากคลังหลวงช้างอยู่ดีกินดี ก็ยิ่งมีกำลัง เชียงเมี่ยงก็ใช้งานรับจ้างเต็มที่ ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ เขาใช้สิทธิเจ้าของช้างเท้าหลัง เก็บเข้ากระเป๋ามีปัญหาช้างหลุดหนีไปกินกล้วยกินอ้อย หรือพืชผลชาวบ้าน ใครมาเรียกร้องค่าเสียหาย เชียงเมี่ยงก็ให้ไปร้องเรียนเอาจากเจ้านคร เพราะเป็นเจ้าของช้างเท้าหน้า เจ้านครก็ยังยอมทนต่อไปต่อมาไม่นานช้างพังเชือกนั้น ก็ตกลูก ได้ช้างพลาย...เชียงเมี่ยงประกาศว่า ลูกช้างเกิดทางเท้าหลัง ก็ถือว่าลูกช้างเป็นสมบัติของตัวเองถึงขั้นนี้แล้ว เจ้านครเริ่มรู้ตัว การเป็นหุ้นส่วนช้างเท้าหน้า มีแต่เสียและเสียอยู่ถ่ายเดียว ไม่มีช่องทางใดที่จะได้เลย ทนเป็นหุ้นส่วนช้างต่อไปไม่ไหวเรียกเชียงเมี่ยงเข้าเฝ้าอีกครั้ง บอกเลิกสัญญา ยกช้างพังให้เชียงเมี่ยงเป็นเจ้าของคนเดียวนิทานเรื่องเชียงเมี่ยงแบ่งช้าง จบลงตรงนี้ ไม่มีคำสอนทิ้งท้าย เพียงแต่ทิ้งแง่ให้คิดต่อคนแบบเชียงเมี่ยงนั้นน่าจะเหมือนคนพวกหนึ่ง ที่เรียกกันว่า นักการเมือง ซึ่งมีปกตินิสัย เล่นการเมืองเพื่อเอาแต่ได้อย่างเดียว นักการเมืองรุ่นก่อนๆ คุยกันเรื่องกล้วยอย่างมาก ก็ว่ากันเป็นหวีแต่นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่กำลังเยิ้วๆกันตอนนี้ เขาว่ากันทีละเป็นเครือผมได้ข่าวมา เจ้าของสวนกล้วยกำลังออกท่าทนต่อไปไม่ไหว ข่าวลือนายกฯสำรองจึงออกมาตอนนี้เอง.กิเลน ประลองเชิง