"บิ๊กอรรถ-รองเต่า" ตั้งโต๊ะแถลงคดี “รองโจ๊ก” ให้สินบนทองคำ 246 บาท ป.ป.ช.จูงใจวิ่งเต้นล้มคดีเว็บพนันปี 67 เปิดหลักฐานไทม์ไลน์-คลิปภาพเสียงมัดแน่น เผยผังใช้นอมินีกว้านซื้อทองแท่งหนัก 2 พันบาทคาดใช้เป็นสินบนระบุอดีตลูกน้องนายตำรวจคนสนิท “ภาคภูมิ พิศมัย” นำหลักฐานมามอบให้เป็นจุดเริ่ม เจ้าตัวรับเกิดจากภาวะจำยอม ภายใต้แรงกดดันจากผู้มีอำนาจ ถือว่าอยู่ในฐานะผู้กล่าวโทษไม่พบร่วมกระทำความผิด ส่วน “รองเต่า” ชี้ปัจจัยสำคัญฟางเส้นสุดท้ายที่อดีตลูกน้องโจ๊กกลับลำเพราะพ่อที่เป็น นรต.รุ่น 25 เครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น ด้าน ป.ป.ช. เด้ง “เอกวิทย์” เตรียมส่งกลับสำนวนให้ ตร.ดำเนินการจากมหากาพย์ข่าวฉาววงการสีกากี เมื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และพวกรวม 6 คน ถูกดำเนินคดีใหม่ กรณีให้สินบนทองคำแท่ง 246 บาท มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท วิ่งเต้นเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ล้มคดีเว็บพนันปี 67 ที่อยู่ระหว่างการไต่สวน มีผู้เกี่ยวข้อง 6 ราย คือนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. นายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว คนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นายสรพงษ์ วงศ์สุวรรณ ผู้จัดซื้อทองคำ นายสุรสิทธิ์ แพเกิด บอดี้การ์ดประจำตัวนายเอกวิทย์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และนายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. มี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรอง ผบก.สส.ภ.4 และเป็นอดีตคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เป็นผู้นำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย ตามที่เสนอข่าวไปนั้นล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ม.ค.ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ในฐานะรองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงข่าวกรณีดังกล่าวก่อนการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่เปิดคลิปภาพและเสียงไล่เรียงไทม์ไลน์พฤติการณ์ในคดี เป็นบทสนทนาระหว่าง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ผู้กล่าวหา กับนายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช. เนื้อหาพูดถึงน้ำหนักและจำนวนทองคำ การจัดนำทองไปให้ การส่งคืนทอง และความหวาดระแวงว่าลูกน้องอาจนำคลิปลับออกมาเปิดโปง มีการเอ่ยชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” ชัดเจน เริ่มตั้งแต่ภาพทองคำแท่งที่อยู่ในรถ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำทองไปส่งมอบให้นายสุรสิทธิ์ ที่รถประจำตำแหน่งของนายเอกวิทย์ และภาพรถคันดังกล่าวเคลื่อนออกจากจุดรับมอบ จากนั้นได้เปิดคลิปเสียงสนทนาระหว่าง พ.ต.อ.ภาคภูมิกับนายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช. เนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับสินบนทองคำ การพิจารณาคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. พร้อมข้อมูลแผนผังใช้นอมินีกว้านซื้อทองคำรวมกว่า 2,000 บาท คาดใช้เป็นสินบนพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เผยว่า คดีนี้มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีผู้ต้องหารวม 6 ราย ฐานร่วมกันให้และรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ระบุพฤติการณ์ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.67 พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ สั่งให้นายสามารถ คนสนิท ส่งมอบทองคำแท่ง 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาท ให้ พ.ต.อ.ภาคภูมินำไปมอบให้นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. รับผิดชอบสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวกตกเป็นผู้ต้องหา มีเป้าหมายจูงใจให้ช่วยเหลือคดีให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งอาญาและวินัย พร้อมกำชับให้บันทึกวิดีโอขณะส่งมอบทองเป็นหลักฐานต่อมาวันที่ 1 ก.ย.67 พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำทองคำดังกล่าวไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ ผ่านนายสุรสิทธิ์ บอดี้การ์ดประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กทม. จากนั้นช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.67 นายเอกวิทย์เรียกผู้ต้องหาในคดีเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง เร่งรัดกระบวนการสอบสวน กระทั่งคณะอนุกรรมการมีมติไม่ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หลังจากพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนส่งสำนวนคดีให้สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.68รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวอีกว่า หลักฐานการซื้อทองคำมีความชัดเจน ทองคำแท่งชุดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษ ทำให้ผู้ขายจดจำได้ว่าจำหน่ายให้ผู้ต้องหาจริง สำหรับการสืบสวนเริ่มต้นจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำพยานหลักฐานสำคัญเข้ามอบให้กับตำรวจด้วยตนเอง ให้การว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากภาวะจำยอม ภายใต้แรงกดดันจากผู้มีอำนาจ หลังตรวจสอบแล้วพบว่าคำให้การสอดคล้องกับพยานหลักฐานคำให้การของพยานบุคคลรายอื่นอยู่ในฐานะผู้กล่าวโทษ และยังไม่พบเจตนาบ่งชี้ว่ากระทำความผิด ตำรวจยืนยันว่าผู้ให้ข้อมูลและพยานทั้งหมดจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่มีการแลกเปลี่ยนผล ประโยชน์ใดๆกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. หากพบว่ามีความผิดเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวว่า คดีเสมือน “การจับผี” เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาพยายามกระทำการโดยไม่ทิ้งร่องรอย จำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนรอบคอบและรัดกุม เจ้าหน้าที่ได้ทำแผนประกอบคำให้การจำลองเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ใช้รถรุ่นและยี่ห้อเดียวกัน พบว่าในรถมีบุคคลอยู่ 4 คน รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช. อีกทั้ง พ.ต.อ.ภาคภูมิสามารถอธิบายระยะสายตา รายละเอียดในรถได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ทุกคนมีจิตวิญญาณในการทำงาน หลายคนอยู่ภายใต้แรงกดดันและความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชา ต้องอดทนและทำตามคำสั่งมาโดยตลอด แต่เมื่อวันหนึ่งเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม มีความพยายามโยนความผิดให้ลูกน้องตามที่ปรากฏในคลิป ย่อมกระทบต่อจิตใจ ครอบครัว และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ บางรายถึงขั้นเกิดภาวะสิ้นหวัง ขอให้สังคมเข้าใจว่าพยานไม่ได้ออกมาแฉ แต่เป็นการนำความจริงมาพูด เพื่อกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจพล.ต.ต.จรูญเกียรติเผยอีกว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิตัดสินใจออกมาเป็นพยาน คือความกดดันที่ครอบครัวได้รับ โดยเฉพาะบิดาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 25 รักองค์กรตำรวจอย่างยิ่ง จนถึงขั้นเกิดความเครียดจากกระแสข่าวที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ทำให้นำหลักฐานทั้งหมดมามอบให้พนักงานสอบสวนหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถาม พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรอง ผบก.สส.ภ.4 และอดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เจ้าตัวระบุว่า ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่พูดมาได้รับการรับรองจากการตรวจสอบของตำรวจ หลักฐานที่ให้ไปไม่ใช่เรื่องเท็จเพราะทุกอย่างสอดคล้องกัน ยืนยันไม่ได้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งใครหรือทำร้ายใคร แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงปรากฏเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน เมื่อถามว่าได้คุยกับลูกน้องคนสนิทคนอื่นของบิ๊กโจ๊กหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิตอบว่า พอได้คุยอยู่บ้าง ได้บอกว่าเหมือนเราอยู่ในกรง ต่างคนก็อยู่ในกรงอยู่ในเงื่อนไขของแต่ละคน บางคนถูกขังในกรงของความกลัว บางคนถูกขังในกรงของบุญคุณ วันนี้พอได้เปิดประตูกรงให้กับทุกคนแล้ว ที่เหลือต้องก้าวออกมาเองเมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นผู้กล่าวหานำคลิปหลักฐานมาให้ตำรวจแต่อาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย พ.ต.อ.ภาคภูมิตอบว่า ยินดีตั้งแต่วันแรก รู้กฎหมายดี มีสิทธิ์ตกเป็นผู้ต้องหา หรือผลกระทบทางด้านสังคมและความรู้สึกครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่เตรียมใจไว้อยู่แล้ว ตั้งใจและเตรียมใจยอมรับ ไม่ได้มีอะไรมาต่อรองจะขอกลับเข้าราชการได้ รู้สึกเอือมกับสิ่งที่เจอ กับสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตแต่กลับต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก่อนมาอยู่กับบิ๊กโจ๊ก ตนทำงานของตนมา แต่พอมาอยู่แล้วเจอเหตุการณ์แบบนี้ ตนมีศักดิ์ศรีมีชื่อเสียงมาก่อน แต่ที่ผ่านมาพอเกิดเรื่องแบบนี้ ได้รับผลกระทบหลายอย่าง เหมือนกับว่าสิ่งต่างๆที่เคยมีมา เคยสร้างมา สูญสลายพังทลายไปหมด ยอมรับที่ผ่านมาถูกใช้ในฐานะที่เราเป็นลูกน้อง จะต้องยอมให้ใช้ทั้งๆที่รู้ว่ามันผิด ทำไปภายใต้ภาวะสภาพบังคับ ไม่ทำก็ไม่ได้ส่วนที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. บอกว่าพ่อตนโกรธและโมโหจนถึงขั้นโทร.ไปต่อว่าบิ๊กโจ๊ก เกิดจากคลิปที่เข้าไปพบกับท่านมูหะมัดนอร์ มะทา มีการไปข่มขู่ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มีการจัดฉากขึ้นมาให้เขาไปเจอกันแล้วบันทึกภาพบันทึกเสียงเจตนาไม่บริสุทธิ์ ตั้งแต่ตอนนั้นได้เริ่มแยกตัวออกมาเล่าให้พ่อฟัง พ่ออาจจะไม่พอใจ และตีตัวออกห่างมาตั้งแต่ช่วง ม.ค.68 รวมถึงมีการทำบัตรสนเท่ห์ ไปร้องเรียนให้ท่านได้รับความเสียหาย กระบวนการเหล่านี้ เราเห็นเรารับรู้และไม่อยากขอยุ่ง ส่วนที่เมื่อวานนี้ที่ไป ป.ป.ช. เพื่อคัดค้านกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่ง ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสำนวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการไต่สวน รวมถึงไปขอคุ้มครองพยาน เนื่องจากที่ผ่านมามีไอโอให้ไปถล่มเอาชีวิต ทั้งร้านกาแฟ และชีวิตครอบครัวอดีตนายตำรวจคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องทองสินบนเกิดขึ้นเมื่อ ก.ย.67 เขาบอกว่า เดี๋ยวจะให้เอาทองไปให้กรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ตอนนั้นยังไม่ได้บอกให้เอาไปให้ใคร ได้ปรึกษากับครอบครัวมองว่าควรจะต้องเก็บพยานหลักฐานไว้หรือไม่ เพราะสงสัยแต่แรกว่าเมื่อคุณรู้จักกัน คุณนัดเจอกันก็ได้ แต่ทำไมไม่ส่งมอบกันเองแล้วยังต้องไปแบบเงียบๆ ทำไมต้องให้ตนนำทองไปให้และให้บันทึกภาพกรรมการ ป.ป.ช.ท่านนั้นเก็บไว้ ทั้งที่ตนไม่รู้จัก แต่การที่สั่งให้ไปพบท่านกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีคนประสานงานกันระหว่างกรรมการ ป.ป.ช.ท่านนั้นกับคนที่เป็นเจ้าของทองคำ เมื่อไปถึง เดินลงไปปุ๊บ พอลดกระจกลง ยกมือไหว้สวัสดี ส่งกระเป๋าให้ ไม่มีการพูดอะไรกัน ทั้งนี้ถ้าไม่นัดหมายให้มาเจอกันทำไมถึงลดกระจกทันทีที่ผมไปถึง เมื่อถามว่าในรถคันดังกล่าวนั่งมากี่คน พ.ต.อ.ภาคภูมิบอกว่า มองไม่เห็นขนาดนั้น ตนเห็นแค่ 2 คน ส่วนฝั่งของตนที่ไปวันนั้น มีตนที่นำทองไปให้ คนขับรถ และคนที่ถ่ายคลิป แต่จะมีคนอีกชุดที่ขับรถติดตามตนไปวันนั้น ที่เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุพ.ต.อ.ภาคภูมิยังบอกอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรรมการ ป.ป.ช.จะถูกหักหลังเป็นคนแรก เพราะเขาให้มอบทองให้แล้วบันทึกภาพเก็บไว้ข่มขู่แบล็กเมล์ ส่วนคนที่ถูกหักหลังคนที่สองคือตน พยายามให้ไปรับทองคำ เพื่อสร้างพยานหลักฐานขึ้นว่าเป็นทองของตน มันมีการหักหลังกันมาก่อนแล้ว พร้อมคาดการณ์ว่า อีกฝ่ายจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ และจะพยายามทำลายความน่าเชื่อถือตน จะมีการแจ้งความเท็จและเรื่องอื่นๆตามมาอีกมาก ทั้งนี้ ไม่โกรธการต่อสู้ของอีกฝ่าย แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมายวันเดียวกัน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวคดีการให้ทองคำแท่งเพื่อช่วยเหลือทางคดี มีผู้ถูกกล่าวหา 6 ราย และได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 ในการประชุมวันที่ 6 มี.ค.2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติให้นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหาพ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบการกำกับดูแลสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 (สตร.1) และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 (สทว.1) รับผิดชอบเกี่ยวกับคดีดังกล่าว มอบหมายให้นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแลแทนมีรายงานว่า ในการประชุม ป.ป.ช. วันที่ 7 ม.ค. จะนำสำนวนคดีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาว่า ป.ป.ช.จะรับคดีนี้ไว้ไต่สวนเอง หรือส่งสำนวนกลับให้ตำรวจดำเนินการ มีแนวโน้มว่า ป.ป.ช.จะส่งกลับให้ตำรวจดำเนินการ เพราะตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนและดำเนินคดีกรณีที่กรรมการ ป.ป.ช.ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้ หลังจากที่ ป.ป.ช.มีมติในวันที่ 7 ม.ค.แล้วจะออกเอกสารชี้แจงต่อไปก่อนนี้ช่วงสายวันเดียวกัน ที่ สน.พหลโยธิน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าพบ พ.ต.ท.นพดล ดรศรีจันทร์ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช. สอท. พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ทำคดีติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในข้อหา ม.157 พร้อมตั้งข้อสงสัยการนำคลิปหลักฐานมาเปิดในวันนี้ เป็นการทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งๆที่ได้มีการส่งสำนวนคดีไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและไม่ถูกต้องของคณะพนักงานสอบสวน สรุปได้ว่า การกระทำของคณะพนักงานสอบสวนนั้นขัดต่อหลักกฎหมาย ทั้งเรื่องความชอบธรรมของการสอบสวนและที่มาพยานหลักฐานกับกระบวนการสอบสวนที่ขัดต่อกฎหมาย อันนำมาสู่ความไม่เป็นธรรมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำให้ตนเดินทางแจ้งความดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวนในวันนี้ หลังจากนี้จะเดินทางต่อไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้คืนสู่พนักงานสอบสวน ป.ป.ช. ต้องเป็นผู้ดำเนินการในคดีนี้ต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่