กระแสตอบรับแรงขึ้นมาทันทีที่ “ปลดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5” ให้สามารถปลูก ครอบครอง ซื้อขาย บริโภคเสรีไม่ผิดกฎหมาย เพื่อเปิดทางต่อการส่งเสริมสมุนไพรไทยตำรับยาแก้ปวด ลดเบาหวาน เด่นทนแดด ให้เป็นพืชเศรษฐกิจก้าวสู่ตลาดโลกในอนาคตนับเป็น “การต่อยอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทย” ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นด้วย “แปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรยาแผนโบราณ” บำบัดร่างกายบรรเทาอาการโรคที่ต้องผ่านการขออนุญาต อย.ก่อนจำหน่ายกลายเป็นเทรนด์อาชีพสุดปังยุคนี้ที่เปิดซื้อขายพรึบเต็มตลาดออฟไลน์ และออนไลน์ ตอบรับตามนโยบายรัฐบาลผลักดันให้ “กระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่” สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย เท่าที่สำรวจราคาซื้อขายเริ่มต้นที่ขีดละ 60-100 บาท ขายใบละ 5 บาท และกล้าเมล็ดพันธุ์กระท่อมขายตั้งแต่หลักสิบเป็นต้นไป แต่อย่าลืมว่า “กระท่อมมีประโยชน์ทางยาก็จริงแต่ยังมีโทษเป็นสารเสพติด” ด้วยเช่นกัน ในกลุ่มผู้รับประทานเป็นเวลานานมักมี “อาการขาดยา” ลักษณะคล้ายติดมอร์ฟีน แต่ไม่ทรมานเท่านี้ ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หน.ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บอกว่าตามหลักสมุนไพรไทย “พืชกระท่อม” มีสรรพคุณทางยาจัดอยู่ใน “กลุ่มยาเมาเบื่อ” สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ แต่ควรใช้ระวังมีขีดจำกัดถูกวิธีเหมาะสม มิเช่นนั้นจะเป็นโทษต่อร่างกาย ต่างจาก “สมุนไพรรสเย็น” ในกลุ่มเกสรดอกไม้นำมาปรุงตามตำรับยาแพทย์แผนไทย สามารถกินปริมาณมากเท่าใดก็ไม่มีผลอันตรายตามมาจริงๆแล้ว... “กระท่อมจัดเป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทย” มีแหล่งพบมากในจังหวัดภาคใต้ “คนท้องถิ่นนิยมเคี้ยวใบสดเป็นวิถีชีวิต” ออกฤทธิ์ให้มีเรี่ยวแรง กระชุ่มกระชวยตื่นตัว ไม่เมื่อยล้าจากการทำงาน ทนแดด ทนร้อน ลักษณะคล้ายเครื่องดื่มชูกำลัง จนกลายเป็นที่นิยมกันกว้างขวางมาถึงปัจจุบันนี้ คราวนั้นแพทย์แผนโบราณยังนำ “พืชกระท่อม” มาใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะ “ใบ” ที่มีปริมาณมากหาง่ายกว่าส่วนอื่น ที่ปรุงในตำรับประเภทยาแก้ท้องเสีย ปวดเบ่ง ปวดเมื่อย คลายเส้นตามร่างกาย ท้องเสีย ท้องเฟ้อ ท้องร่วง ทั้งตำรับประเภทอื่น เช่น ช่วยนอนหลับ น้ำหนักลด ที่อาจยังไม่ชัดเจนเป็นจุดเด่นนักกระทั่งปัจจุบันนี้ “แพทย์แผนไทย” มีการศึกษาค่อนข้างมากจนปรากฏพบสารเคมีสำคัญในพืชกระท่อมหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ “ไมทราไจนีน (mitragynine) ที่เป็นสารจำพวกอัลคาลอยด์ และเซเว่นไฮดรอกซีไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine)” ออกฤทธิ์กดประสาทระงับการปวดได้ดีคล้ายมอร์ฟีนด้วยซ้ำ เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกาย แต่ถ้าปวดหนักรุนแรง เช่น โรคข้ออักเสบ โรคมะเร็ง การใช้กระท่อมชนิดเดียวไม่อาจระงับปวดได้ ดังนั้น “ในต่างประเทศ” พัฒนาแปรโครงสร้างสารสำคัญในกระท่อมให้จับตัวรับแก้ปวดในร่างกายได้ดีขึ้น แต่ว่ากระท่อมสายพันธุ์ต่างประเทศมีสารไมทราไจนีนน้อยกว่าสายพันธุ์ในไทยทำให้ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ “กลุ่มนักวิจัยญี่ปุ่น” ขอจดสิทธิบัตรอนุพันธ์ของสารสกัดไมทราไจนีน เซเว่นไฮดรอกซีไมทราไจนีนจากใบกระท่อมสายพันธุ์ไทย ที่มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดได้ดีคล้ายการใช้ฝิ่น ลักษณะมีการตัดแต่งปรับโครงสร้างสารขึ้นใหม่ ทำให้ “คนไทย” ต้องเรียกร้องคัดค้านการจดสิทธิบัตรตามมานั่นหมายความว่า “กระท่อมไทยมีดีที่สุดในโลก” ที่ต้องได้รับการพัฒนาศึกษาสารสำคัญบรรเทาอาการปวดให้ชัดเจนในอนาคต แต่ตอนนี้กระท่อมปลดพ้นจากบัญชียาเสพติดแล้ว “หน่วยงานภาครัฐ” ควรเร่งดำเนินการนำตำรับยาพื้นบ้านบรรเทาโรคเบาหวานออกมาใช้ก่อน เพราะคนในไทยมีผู้ป่วยโรคนี้อยู่เยอะมาก ด้วยเริ่มเร่ง “การศึกษาวิจัยทางคลินิกให้มีข้อมูลหลักฐานอ้างอิงชัดเจน” เพื่อทราบสรรพคุณสามารถตอบโจทย์บรรเทาโรคเบาหวาน และโรคอื่นได้จริงหรือไม่ แล้วจะได้มี “ตำรายาขึ้นทะเบียน” นำไปสู่การออกผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายได้อันเป็นการขยายอุตสาหกรรมในอนาคตอีกด้วยต่อไป “เกษตรกรผู้ปลูกกระท่อม” ก็จะมีช่องทางนำผลผลิตส่งขาย “โรงงานได้รับอนุญาต” สร้างรายได้ เพราะตอนนี้ “ประชาชน” ยังไม่เข้าใจคำว่า “จำหน่ายเสรีนี้ที่สามารถขายได้เฉพาะใบ” ไม่สามารถแปรรูปต้มน้ำชงชา ออกเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร และเครื่องสำอางออกมาวางจำหน่ายขายได้ทั่วไปแต่การขายนี้ยังมี “กฎหมายบังคับ” ให้ประชาชน หรือผู้ประกอบการ ที่ต้องการต่อยอดกระท่อมเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น “ขออนุญาต อย.” ก่อนผลิตนำจำหน่ายเช่นเดิม มิเช่นนั้นจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามมา“ตำรับยาสมุนไพรกระท่อมเป็นอีกทางเลือกนำมารักษาคนไข้แบบผสมยาแพทย์แผนปัจจุบัน ภายใต้ระบบบริการสุขภาพของรัฐ ที่ต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบวิชาชีพโดยตรงคอยกำกับดูแลอย่างถูกวิธีเหมาะสม เพื่อให้ปลอดภัยดีกว่าใช้กันเองแบบถูกๆ ผิดๆ ที่ก่อเกิดเป็นโทษต่อร่างกายตามมา” ดร.ภญ.ผกากรอง ว่า ประเด็นว่า “กระท่อมมีคุณทางยาจริง แต่จัดเป็นสารเสพติดมีโทษ” ตามนิยามคำว่า “สารเสพติด” ที่ต้องเป็นผู้ใช้ประจำแล้วมักเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ แม้หยุดใช้ยังอยากกลับไปใช้อีก ลักษณะนี้เป็นอาการเสพติดมีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ตามเคยมีรายงานผู้เสพติดนอนหลับแล้วยังมีกระท่อมติดปาก 50-60 ใบต่อวันด้วยซ้ำโดยเฉพาะกระแสนำ “กระท่อมชุบแป้งทอด” ลักษณะเลียนแบบ “กัญชาชุบแป้งทอด” ที่นิยมกินอย่างแพร่หลายนี้ต้องบอกแบบนี้ว่า “ใบกระท่อม” มีความเหนียวย่อยยากกว่า “กัญชา” ที่เป็นใบนิ่มย่อยง่ายฉะนั้นมักมีรายงานว่า “คนไข้” เคี้ยวก้านใบสดพบ “การกินโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน” จนเกิดอาการที่เรียกว่า “ถุงท่อม” ไม่สามารถย่อยติดในลำไส้ได้ ทำให้เกิดการตกตะกอนติดค้างอยู่ภายในลำไส้แล้วขับถ่ายไม่ออกส่งผลให้อักเสบรุนแรงตามมาฝากเตือน “ผู้ใช้ใบกระท่อมประจำ” หากวันใดไม่ได้กินแล้ว “รู้สึกง่วงปวดหัว ตาพร่ามัว เมื่อได้กระท่อมอาการหาย” แบบนี้เป็นอาการเสพติดต้องหยุดทันที แต่เลิกไม่ได้อาจใช้วิธีหยุดเป็นระยะให้ร่างกายปรับตัวสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น “นำกระท่อมผสมยาประเภทกดประสาท” เช่นกรณี “สูตร 4×100” ตามที่ ม.สงขลานครินทร์ มีการศึกษาน้ำต้มกระท่อม 4×100 พบสารไมทราไจนีนมีฤทธิ์กดประสาทละลายน้ำออกมาน้อยมาก ทว่าสาเหตุ “ออกฤทธิ์กดประสาทรุนแรง” มาจากนำผสม “ยาแก้ไอ” ที่เป็นยาสรรพคุณกดประสาทเช่นกัน กลายเป็นตัวเสริมฤทธิ์ต่อกันให้เข้มข้น สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “ตัวกระท่อมเดี่ยวๆ” สามารถบริโภคระดับไม่เป็นอันตรายได้ ยกเว้นคนไข้ใช้ยากดประสาทอยู่เดิม แล้วรับกระท่อมเข้าอีกจะออกฤทธิ์ต่อประสาทเพิ่มขึ้นส่วนการเสพติดระยะยาวมักมี “อาการขาดยา” ไม่มีแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก แขนขากระตุก อ่อนเพลียทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ท้องผูก ในบางคนเสพมากจนเกิดการเปลี่ยนเม็ดสีผิวหนังคล้ำเข้มขึ้นอนาคตอันใกล้นี้จะมี “พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. ...” ออกมากำหนดมาตรการกำกับดูแลการขาย การโฆษณา และการบริโภคใบกระท่อมในบางประการ เพื่อคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภค เพราะกระท่อมกินมากเกินก็อาจเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตรประการสำคัญ “รัฐบาลมุ่งบังคับใช้กฎหมาย หรือพัฒนาส่งเสริมกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างเดียวคงไม่ได้” ต้องสร้างการตระหนักรู้เข้าใจเกี่ยวกับคุณ และโทษด้วย เพราะสุดท้ายถ้า “เยาวชนคนในชาติกินอย่างเสรีกลายเป็นเสพติดแบบไม่รู้ตัว” แล้วย่อมทำให้ประเทศเสียหายไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายใดต่อไปได้ ตอนนี้ “หน่วยงานภาครัฐ” ต้องกำหนดนโยบายเกี่ยวกับพืชกระท่อมก่อนแล้ว “ทำการศึกษาวิจัยสรรพคุณ และโทษให้มีข้อมูลถ่องแท้ชัดเจน” เพื่อนำไปสกัดใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น กรณีแพทย์แผนไทยฯ นำกระท่อมเข้ามารักษาผู้ติดยาบ้าอันมีงานวิจัยสามารถใช้ลดอาการอยากยาได้ และช่วยไหลเวียนเลือดลมดีนี้ย้ำว่าทุกอย่างล้วนมีสองด้านเสมอ “พืชกระท่อม” ก็เช่นกัน แต่ขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้ให้เป็นคุณประโยชน์ต่อร่างกาย หรือเลือกใช้เป็นโทษร้ายแรงมากกว่ากันเท่านั้นเอง...