ข้อสรุปจากกระบวนการพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ที่ทำคดีนี้มากับมือตัวเอง ระบุว่า กำลังจะเป็นคดีประวัติศาสตร์เพราะเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส.และ สว. รวมแล้วกว่า 229 คน เป็นกระบวนการโกงเลือกตั้งระดับประเทศ และจะเป็นบททดสอบของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระที่กระทบกับความศรัทธาของประชาชน และความเชื่อมั่นใน กระบวนการยุติธรรมของประเทศโดยยกเอาการพิจารณาข้อกฎหมายจากคดีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยเอาไว้ คือ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 215 กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ ดังนั้น จึงไม่สามารถใช้อำนาจตามดุลพินิจอำเภอใจ หรือเบี่ยงเบน การบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์บุคคลใด หากแต่ความ เป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความ ยุติธรรมของบ้านเมืองจากสิ่งที่เป็นข้อกังวลคือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏ ขณะที่ สว.138 คนถูกไต่สวนในคดีทุจริตเลือก สว.ชุดเดียวกัน กลับเป็น ผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต.จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามว่า การพิจารณาคดีที่ผู้ถูกกล่าวหา ที่เคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่ง กกต. จะปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใดพฤติกรรมที่เป็นข้อกังขาของสังคมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง และการเอื้อประโยชน์เปิดประตูให้ทำการทุจริต เช่น การใช้หมายเลขผู้สมัคร สว.ทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายหมายเลขเดียวกัน ซึ่งอาจเปิดช่อง ให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือล็อกโหวต กระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33 หรือมีการลงคะแนนตามโพย รวมถึงการตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้องทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้รับผิดชอบทำการไต่สวนโดยตรงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 1/2569 อ้างอิงรายงานการประชุมของ สว.ในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ได้อธิบายเจตนารมณ์ของกฎหมายไว้ชัดเจน ว่าการพิจารณาของ กกต. ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน ไม่ใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา ดังนั้นเมื่อพยานหลักฐานเบื้องต้นเชื่อได้ว่า น่าจะมีการกระทำผิด ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้ไต่สวน“สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือคำวินิจฉัยที่ยุติธรรม ตามความเป็นจริงและกฎหมาย ความไม่ยุติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง คือภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่นำไป สู่การขัดแย้งแตกแยกในสังคมโดยส่วนรวม” ตามนั้น.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม