นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า “สถานการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ซึ่ง กอ.รมน. และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้หารือกับแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อประเมินสถานการณ์ โดยที่ผ่านมา มีการนำตัวผู้กระทำผิด มาลงโทษ ตรวจค้นยึดทรัพย์ ปราบปรามอย่างเด็ดขาดต่อขบวนการ ทำผิดกฎหมาย ไม่เฉพาะผู้ก่อความไม่สงบ แต่รวมไปถึงการปราบปรามยาเสพติดอย่างรุนแรง รวมทั้งของเถื่อน บุหรี่เถื่อน”“จึงมีการตอบโต้จากฝ่ายตรงกันข้ามบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า จะต้องท้อถอย ถอยร่น หรือเปลี่ยนแนวทางการทำงาน แต่ยังคงต้อง ดำเนินการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อไปอย่างเต็มที่”“ดูจากรูปแบบที่รายงานมา ไม่ได้มุ่งไปที่ชีวิต แต่เป็นการก่อกวน ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณและเป็นการตอบโต้ ฝ่ายเรา ทางการไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน”นายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นไปในทิศทางเดียวกับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ทุกประโยคพอจะสรุป เนื้อหาได้ว่า รัฐบาลมองว่าการก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ พร้อมกันอย่างน้อย 71 จุด และยังมีการก่อเหตุร้ายอย่างต่อเนื่องเป็นเรี่องของผู้เสียผลประโยชน์จากการกระทำผิดกฎหมาย มากกว่าจะเป็นการก่อการร้ายจากเหตุผลที่ว่า คนร้ายไม่ได้ ประสงค์ เอาชีวิต แต่ต้องการให้เกิดเป็นลักษณะของสัญลักษณ์เท่านั้นจึงไม่มีเหตุผลที่รัฐจะต้องไปเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ นโยบาย แก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ คงเป็นนโยบายเดิมคือไม่มีนโยบายอะไรเข้มงวดเป็นกรณีพิเศษการมองปัญหาในลักษณะดังกล่าวของรัฐบาล เท่ากับยอมรับ ความอ่อนแอของภาครัฐ และกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงของภาครัฐโดยตรง ธุรกิจการค้าที่สูญเสียจากเหตุการณ์ความ รุนแรงในภาคใต้ หรือการเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพลเรือนจากการก่อเหตุของคนร้าย ไม่ได้รับประกัน หรือสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ในการดำรง ชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวคนร้ายเป็นเหตุผลที่การข่าวของภาครัฐล้มเหลวโดยสิ้นเชิงสมมติว่า ถ้ากลุ่มคนร้ายประสงค์จะเอาชีวิต ประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้บริสุทธิ์ ขึ้นมาจะทำอย่างไร 71 จุดก่อเหตุร้าย ล้วนแต่เป็นที่ชุมชน จะต้องเกิดความสูญเสียมากมายขนาดไหน ไม่อยากจะคิดสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯอนุทิน ยกการตัดสินใจให้กองทัพเป็นคนดำเนินการ สุดท้ายนโยบายด้านต่างประเทศล้มเหลวไม่เป็นท่า เขมรก็ยังลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดเอาขาที่ 15 ของทหารไทยไปจนได้ถ้าเหตุผลลึกๆของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเกรงว่า หากจะยกระดับการปราบปรามรุนแรงและมีการใช้กำลังสู้รบก็จะเข้าเงื่อนไขเป็นความขัดแย้งเขตแดนและอธิปไตยเลยต้องใช้ทหารพรานถือปืนไปล่อเป้าต่อไปเท่ากับตอกย้ำความอ่อนแอด้านความมั่นคงของประเทศอย่างชัดเจน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม