“...ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริต และมีความตั้งใจมุ่งมั่น สร้างความเจริญก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่ทุจริตขอให้มีอันเป็นไปโดยเร็ว...”วโรกาสพระราชทานแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (CEO) ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล วันที่ 8 ตุลาคม 2546...พระราชดำรัสเรื่องการหยุดทุจริตเพื่อให้ประเทศเจริญ“ภายในเวลา 10 ปีเมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญ คือ ต้องหยุดการทุจริตให้สำเร็จและไม่ทุจริตเสียเอง”ทรงเน้นย้ำว่าความเจริญของชาติต้องขับเคลื่อนด้วยความโปร่งใส การประยุกต์ใช้สำนักงาน ป.ป.ช.ได้น้อมนำหลักการนี้ร่วมกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตพลิกแฟ้มพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของ พระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่เกี่ยวกับการ “ทุจริตคอร์รัปชัน” และ “ความซื่อสัตย์สุจริต” มีใจความสำคัญที่ทรงเตือนสติคนในชาติและผู้บริหารประเทศไว้ในหลายโอกาสพลิกแฟ้มข้อมูล “ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI)” ประจำปี 2569 ประเทศไทยได้รับคะแนน 33 เต็ม 100 จัดอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคะแนนดังกล่าวลดลงจากปีที่ผ่านมา (ปี 2568 ได้ 34 คะแนน) และอันดับโลกร่วงลงมา 9 อันดับสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ “ปัญหาทุจริต” ที่ยังคงน่ากังวลท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทุนนิยมสีเทา และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่กัดกินรากฐานทางศีลธรรมของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เสียงสะท้อนจากอดีตแต่มีความร่วมสมัยอย่างยิ่งยวดคือ “พระบรมราโชวาท” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในโอกาสต่างๆ“...ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจที่จะก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”พระราชดำรัสบทนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสัจธรรมทางการเมืองการปกครองที่ลึกซึ้ง หากแต่ยังเป็น “เข็มทิศอมตะ” ที่ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของการบริหารจัดการรัฐและการแก้ปัญหาความเสื่อมทรามในสังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันถอดรหัสพระราชดำรัส สัจธรรม “คนดี-คนชั่ว” กับความจริงของมนุษย์ในเชิงรัฐศาสตร์และสังคมวิทยา พระบรมราโชวาทบทนี้ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมองโลกตามความเป็นจริง พระองค์ไม่ได้ทรงคาดหวังว่าโลกหรือสังคมอุดมคติจะต้องปราศจากคนชั่วโดยสิ้นเชิง เพราะนั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในธรรมชาติของมนุษย์ทว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ “การบริหารจัดการคน” และ “กลไกอำนาจรัฐ”ประเด็นสำคัญคือ...การส่งเสริมคนดี ที่ไม่ใช่แค่การยกย่องสรรเสริญตามพิธีการ หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่และมอบอำนาจบริหารให้ผู้ที่มีความรู้ ความซื่อสัตย์สุจริต และมีธรรมาภิบาล ได้เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศถัดมา...การควบคุมคนไม่ดี สังคมจะวิกฤติและล่มสลาย ก็ต่อเมื่อ “คนทุจริต” มีอำนาจ มีช่องทาง หรือได้รับความคุ้มครอง จนสามารถใช้อำนาจรัฐหรือทรัพยากรส่วนรวมไปเพื่อประโยชน์พวกพ้องและผลประโยชน์ทับซ้อนหากนำเอาพระบรมราโชวาทบทนี้มาส่องสะท้อนกับสถานการณ์บ้านเมืองในยุคปัจจุบัน จะพบความจริงอันเจ็บปวดว่า หลายครั้งระบบการเมืองและสังคมไทยกลับขับเคลื่อนไปในทิศทางตรงกันข้ามวงจรอุบาทว์ “คนโกงได้ดี”...ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หรือระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อ ให้คนที่มีสายสัมพันธ์หรือผลประโยชน์เข้ามามีอำนาจเหนือคนที่มีความสามารถและซื่อสัตย์ ทำให้คนดีหลายคนเลือกที่จะถอยห่างจากสนามการเมืองการทุจริตเชิงโครงสร้าง คอร์รัปชันในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการ “กินใต้โต๊ะ” แบบดั้งเดิม แต่พัฒนากลายเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อน ผ่านนโยบาย รัฐสัมปทาน หรือทุนสีเทาที่เข้ามาครอบงำกลไกภาครัฐ ทำให้การควบคุม “คนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ” กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งขึ้นการจะหลุดพ้นจากหลุมดำแห่งความขัดแย้งและการคอร์รัปชัน ไม่ใช่การรอปาฏิหาริย์ให้คนทุกคนในประเทศกลายเป็นคนดีพร้อมแต่...เป็นการกลับมาทบทวนและลงมือทำอย่างจริงจังตามหลักการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้...เริ่มจาก สร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ออกแบบกลไกทางกฎหมายและสถาบันตรวจสอบที่ไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้คนทุจริตมีโอกาสใช้อำนาจรัฐถัดมา...คืนพื้นที่ให้คนดี สนับสนุนคนรุ่นใหม่และข้าราชการน้ำดีที่มีอุดมการณ์ ให้กล้าลุกขึ้นมามีบทบาทนำในสังคม โดยมีภาคประชาชนเป็นเกราะคุ้มกันพระบรมราโชวาทเรื่องคนดีและคนทุจริตในบ้านเมือง จึงไม่ใช่เพียงคำสอนทางศีลธรรมส่วนบุคคล แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ชาติเชิงโครงสร้าง” ที่หากผู้มีอำนาจและคนในสังคมไทยน้อมนำมาปฏิบัติอย่างแท้จริง ประเทศชาติจึงจะสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและสง่างามสมดังพระราชปณิธานน้อมนำพระราชปณิธาน ทางออกสู่ความปกติสุขของแผ่นดิน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม