นิทานเรื่องตาบอดคลำช้าง...ผมเดาเอา พระอาจารย์พรหม คงได้ตอนเป็นศิษย์หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง แต่เมื่อท่านเอาไปเล่าให้ชาวพุทธในเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย ลีลาลูกเล่นในการเล่า กลับให้รสชาติแตกต่าง(“ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า” โรงเรียนทอสี พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน พ.ศ.2549)หลายร้อยปีที่แล้ว พระราชาองค์หนึ่ง ทรงเจอปัญหาคณะเสนาบดี บ้าน้ำลายถกเถียงกันมากเสียจนไม่สามารถหาข้อสรุปอะไรได้ แต่ละคนยึดถือธรรมเนียมการเมืองเก่าเท่าที่จะหากันมายืนยันว่า เขาเท่านั้นที่ถูก ขณะที่คนอื่นๆผิดหมดถึงวันนั้น พระราชาจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ เสนาบดีขี้โม้ทั้งหลาย ก็พร้อมใจไปร่วมงาน ซึ่งจัดขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ในสนามกีฬาใหญ่ งานเริ่มด้วยร้องรำทำเพลง กายกรรม ตัวตลก ดนตรีต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก งานฉากสุดท้ายก็เกิดขึ้นพระราชาทรงพาช้างหลวงเดินเข้ากลางสนาม ตามด้วยชายตาบอดเจ็ดคน ทุกคนบอดมาแต่กำเนิด และคุณสมบัติต่อมา แน่ล่ะ! ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยว่า ช้างคืออะไร?พระราชาจับมือชายตาบอดคนแรก สัมผัสงวงช้าง และบอกเขา นี่คือช้างคนตาบอดคนที่สอง พระราชาช่วยให้เขาได้สัมผัสงาช้าง คนที่สามสัมผัสหู คนที่สี่สัมผัสหัว คนที่ห้าสัมผัสลำตัว คนที่หกสัมผัสขา และคนที่เจ็ดสัมผัสหาง ทรงบอกทุกคน นี่คือช้างหลังจากนั้น พระราชาทรงกลับไปหาชายตาบอดคนแรก ที่ได้ สัมผัสงวงช้าง ถามเขาว่า ช้างคืออะไร?“ผมได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว” ชายตาบอดคนแรกตอบ “ผมมั่นใจเต็มร้อย ช้างเป็นชื่อของงูเหลือม”“เหลวไหล!” ชายตาบอดคนที่สองที่ได้สัมผัสงาช้าง อุทานลั่น “ช้างแข็งแรงเกินกว่าจะเป็นงูเหลือม ความจริงแล้ว ช้างเป็นคันไถของชาวนา”“อย่าบ๊องไปเลยน่า!” ชายตาบอดคนที่สามที่สัมผัสหูช้าง ส่งเสียงเย้ย “ช้างเป็นพัดที่ทำจากใบตาลต่างหากเล่า”แต่ชายตาบอดคนที่สี่ ที่ได้สัมผัสส่วนหัว หัวเราะเยาะออกมาทันที “เจ้าพวกปัญหาอ่อนทั้งหลาย เจ้าไม่รู้กันบ้างหรือว่า ช้างคือตุ่มน้ำใหญ่ตะหาก”“เป็นไปไม่ได้” เสียงนี้ดังมาจากชายตาบอดคนที่ห้า ที่ได้สัมผัสลำตัวช้าง “ช้างน่ะ คือหินก้อนเบ้อเริ่มเทิ่ม”สิ้นเสียงนั้น เสียงชายตาบอดคนที่หก ที่สัมผัสส่วนขา ก็ตะโกนขึ้นมา “ช้างน่ะ คือลำต้นไม้ดีๆนี่เอง”ชายตาบอดคนที่เจ็ด ที่ได้สัมผัสส่วนหาง...นิ่งฟังเสียงทุกคน ทนต่อไปไม่ไหว “นี่ เจ้าพวกสตึทั้งหลาย เจ้าช่างไม่รู้เลยเชียวหรือ ช้างก็คือแส้ปัดแมลงธรรมดา”ยังไม่ทันสิ้นเสียงชายตาบอดคนที่เจ็ดดี อีกหลายเสียงที่ดังฟังแทบไม่ได้ศัพท์ก็ตะเบ็งออกมา “เหลวไหล มันเป็นงู” “ไม่ใช่ มันเป็นตุ่ม” “ไม่มีทาง มันเป็น...” จากนั้นมือไม้เจ็ดชายตาบอดก็รัวใส่กัน ทั้งที่ทุกคนไม่รู้ว่าต่อยใคร?แต่ที่แน่ๆ ทุกตาบอด รู้ว่าเขากำลังสู้เพื่อหลักการ เพื่อความถูกต้อง เพื่อบูชาความจริงของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันเลย ทหารพระราชารับสัญญาณให้เข้าไปแยกวิวาทเจ็ดตาบอดที่ฟกช้ำดำเขียวออกจากกันฝูงชนในสนามกีฬา สนุกนักหนากับการสมน้ำหน้าบรรดาเสนาบดีจอมน้ำลาย ที่ต่างก็นั่งหน้าจ๋อย เมื่อรู้ว่าพระราชาจัดละคร เจ็ดตาบอดคลำช้าง เจาะจงสอนบทเรียนให้พวกเขาสำนึกตัวพระอาจารย์พรหม ทิ้งท้ายด้วยการวิจารณ์...แทนการเชื่ออย่างมืดบอด พวกเขาควรแลกเปลี่ยนความคิดกัน ซึ่งก็จะสรุปได้ ช้างคืออะไรบางอย่างเหมือนหินก้อนใหญ่บนลำต้นไม้ มีแส้ปัดแมลงอยู่ด้านหลังส่วนด้านหน้า ช้างเหมือนตุ่มน้ำใหญ่ ด้านข้างมีพัดใบตาล มีคันไถสองด้ามชี้ลงเบื้องล่าง และมีงูหลามตัวยาวอยู่ตรงกลาง ซึ่งอาจเป็นการบรรยายถึงช้างสักตัวที่ไม่เลวเกินไป สำหรับคนที่ไม่เคย มีโอกาสเห็นช้างตัวจริงๆผมอ่านเรื่องตาบอดคลำช้างฉบับพระอาจารย์พรหมจบ ยังนึกอะไรไม่ออก นึกได้แต่เรื่อง งานแก้ปัญหาปืนของนายกฯอนุทิน เรื่องเดียว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม