“นิ้วตำรวจ” เป็นศัพท์เฉพาะในวงการอาชญากรรมและแวดวงสีกากี (ตำรวจไทย) ใช้เรียกบุคคลภายนอกเครื่องแบบ หรือ “สายลับ...สายข่าว” ที่ตำรวจนำมาใช้งานเพื่อประโยชน์ในการสืบสวน หาข่าว หรือจับกุมอาชญากรเปรียบเปรยว่า...ตำรวจเป็นมือ องค์ประกอบหรือบุคคลที่ตำรวจเลี้ยงไว้ใช้งานเปรียบเสมือน “นิ้วมือ” ที่ยื่นออกไปทำงานสกปรก งานสืบสวนใต้ดิน หรือเข้าถึงพื้นที่ที่ตำรวจในเครื่องแบบไม่สามารถเข้าไปได้ด้วยตนเอง ว่ากันตามลักษณะและบทบาทของ “นิ้วตำรวจ” ในทางปฏิบัติคือการใช้ประโยชน์ตามหลักการสืบสวนในอดีต ตำรวจสายสืบมักต้องพึ่งพาบุคคลในโลกสีเทา ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น หรืออดีตนักโทษ เพื่อใช้ “เป็นหูเป็นตา”ในการชี้เป้าแหล่งกบดานของโจร หรือช่วยหาเบาะแสคดีสำคัญ... แนวคิดแบบ “ใช้โจรจับโจร”อาศัยความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ โดยระหว่าง “ตำรวจ” กับ “นิ้ว” มักแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เช่น ตำรวจให้ความคุ้มครอง ละเว้นการจับกุม หรือให้อภิสิทธิ์บางอย่าง เพื่อแลกกับการที่ “นิ้ว” ต้องคอยหาข่าวหรือทำงานให้ทว่าในอีกด้านหนึ่ง...ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีด้านมืดและความอันตรายเดินคู่ขนานไปด้วยเช่นกัน ในแง่ลบ “นิ้วตำรวจ” หลายกลุ่มกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเถื่อนเสียเอง หรือที่เรียกว่า “นิ้วส่วนตัว” หรือ “นิ้วปล่อยของ” เช่น นำของกลาง ยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมายที่ตำรวจยึดมาไปเวียนขายต่อเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน?เมื่อ “นิ้ว” เหล่านี้ก่อคดีร้ายแรงขึ้นมา เช่น คดีอุ้มรีด ฆาตกรรม หรือพัวพันธุรกิจมืด มักจะสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่ต้นสังกัดของตำรวจผู้ควบคุม จนกลายเป็นช่องโหว่และข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์เชิงทุจริตในระบบราชการตำรวจพล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังและวิเคราะห์กรณีข้อครหาความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ เช่น “ไอ้ป๋อง” มือฆ่า 5 ศพ กับเจ้าหน้าที่รัฐ...“ไทยรัฐออนไลน์” สะท้อนประเด็นสำคัญไว้น่าสนใจพล.ต.ต.สุพิศาล ระบุว่า “นิ้ว” ที่น่ากลัวที่สุดคือ “นิ้วส่วนตัว” หรือ “นิ้วปล่อยของ” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตำรวจนำมาใช้สอยส่วนตัวในลักษณะร่วมกระทำผิด เช่น การนำยาเสพติดหรือของกลางที่ยักยอก...ยึดมาจากการจับกุม ให้นิ้วนำไปเร่ขายเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน“เมื่อนิ้วเหล่านี้กระทำความผิดเสียเอง หรือก่อคดีร้ายแรง มักจะเกิดปัญหาใหญ่เพราะไม่มีกฎระเบียบหรือกฎหมายรองรับความสัมพันธ์สีเทานี้อย่างชัดเจน”จากกรณีคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซียและเหยื่อรายอื่นๆ รวม 5 ศพ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าผู้ก่อเหตุอาจมีความเกี่ยวพันกับตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี แนวทางการตรวจสอบพยานหลักฐาน การจะเอาผิดตำรวจที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้พยานหลักฐานที่รัดกุมรอบด้าน เช่น ข้อมูลการติดต่อสื่อสารในโทรศัพท์มือถือ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรม จะรับฟังคำกล่าวหาจากฝั่งภรรยาผู้ต้องหาเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องหาพยานแวดล้อมที่น่าเชื่อถือมาประกอบร่วมด้วยเพื่อ “ความเป็นธรรม” และ “โปร่งใส”“ประโยชน์ของนิ้วคือ การเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน ในห้องสายสืบตามโรงพักมักจะมีเด็กวิ่งของมารับอาสาทำงานแลกข้าวปลาอาหาร แต่เมื่อมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามา ก็เริ่มมีกลุ่มผู้เสพเข้ามาขอแลกของกลางเพื่อเสพ สายสืบจึงเก็บของกลางบางส่วนไว้เป็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยน”นานวันเข้า...เด็กรับใช้ประจำโรงพักเหล่านี้ก็เริ่มสนิทสนม ตีสนิทเรียกตำรวจว่า “ป๋า” และเมื่อทำตัวดีหน่อย ในบางช่วงก็อาจถูกยกขึ้นเป็น “อาสาตำรวจ” ออกไปเดินตามดูจุดเกิดเหตุ หรือถูกส่งไปล่อซื้อยาเสพติดแทนการเลือกใช้ “นิ้ว” ไม่มีกระบวนการเลือกที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับความถูกใจและทักษะของสายสืบหรือสายตรวจคนนั้นว่าจะมีวิธีผูกใจหรือเลี้ยงดูอย่างไร เพราะคนกลุ่มนี้อยู่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยนประโยชน์ ทั้งอาหาร เงิน ยาเสพติด หรือประโยชน์อื่นๆ เช่น เดินตามเจ้านายแล้วได้กินข้าวฟรีในโรงพัก ไม่ต้องเสียเงินซื้อกินโดยตำรวจ 1 คนจะใช้นิ้วกี่คนก็ขึ้นอยู่กับทักษะการบริหารของตำรวจคนนั้น“เมื่อนิ้วก่อปัญหา ส่วนใหญ่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างแน่ชัด ตำรวจคนนั้นก็จะโดนประณามว่าเลี้ยงนิ้วไว้แล้วต้องรับผิดชอบไป ในสมัยก่อนหากคนพวกนี้ไปก่อเรื่อง พกอาวุธหรือทำตัวเป็นซ่องโจรเพื่อเอาตัวเลขคดี ตำรวจผู้เลี้ยงดูก็มักจะถูกตั้งเวรและถูกส่งไปช่วยราชการเป็นหลัก” พล.ต.ต.สุพิศาล ว่าผู้สันทัดกรณีมีประสบการณ์งานสืบสวนยาวนาน เสริมว่า ยุคอดีตระบบอุปถัมภ์ดั้งเดิมบทบาทหน้าที่เน้นหาข่าวแบบชาวบ้าน วิ่งเต้นหาเบาะแสในชุมชน บ่อนการพนัน หรือกลุ่มโจรย่อยๆนายตำรวจควบคุมสายข่าวได้เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่มีกฎระเบียบรองรับสถานะ “สายลับ...นิ้ว” อย่างชัดเจน อาศัยช่องว่างทางธุรการขณะที่ปัจจุบัน ได้ชื่อว่าเป็นยุคอาชญากรรมซับซ้อน พัวพันกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติดรายใหญ่ หรือแก๊งอาชญากรที่มีความรุนแรงสูง...ควบคุมยากขึ้น เนื่องจาก “นิ้ว” บางคนผันตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง หรือมีผลประโยชน์ย้อนกลับมาแบล็กเมล์เจ้าหน้าที่ส่วนโครงสร้างทางกฎหมายยังคงเป็น...พื้นที่สีเทา ไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือควบคุมสถานะสายลับนอกระบบที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อครหาเรื่องการละเลยทางวินัยถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จะสังคายนาระบบ อย่าปล่อยให้เหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายคดีในสังคมไทย มีเงา “คนใกล้ตัวตำรวจ” พัวพัน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม