อีกครั้งกับเหตุการณ์ระทึกขวัญ กรณีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่งก่อเหตุวางเพลิงเผาบ้านตัวเองในซอยจรัสลาภ (จรัญสนิทวงศ์ 67) ย่านบางพลัด พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนยิงสวนปะทะกับเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ต่อมาจะพบว่าเสียชีวิตอยู่บริเวณชั้น 2 ของบ้านประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางพลัด ร่วมกับหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) และกองพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดและตรวจพบ “คลังแสงอาวุธสงคราม” อีกชุดใหญ่ที่ซุกซ่อนไว้เพิ่มเติมในห้องพระ ซึ่งมีทั้งปืน และระเบิดอีกจำนวนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตรวจพบอาวุธและวัตถุคล้ายระเบิดจำนวนมากวางกระจายอยู่รอบตัวบ้านและบริเวณชั้น 2 ไปแล้ว และมีคำชี้แจงเบื้องต้นจากคนใกล้ชิดออกมาด้วยว่า “อาวุธสงคราม” และ “ระเบิด” ทั้งหมดที่พบภายในบ้านไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตไปจัดหามาจากที่ใดพุ่งเป้าไปที่การค้นพบคลังแสงอาวุธสงครามในบ้านพักย่านบางพลัด รวมถึงคดีใหญ่ๆที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย นำมาสู่ข้อสังเกตและข้อวิเคราะห์สำคัญเกี่ยวกับ “ที่มา” ของอาวุธร้ายแรงเหล่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมักจะตรวจสอบพบเส้นทางสำคัญคือ ถ้าไม่ใช่มรดกตกทอดหรือการซุกซ่อนส่วนตัวก็ต้อง...จัดหาผ่าน “ตลาดมืด” ช่องทางเครือข่ายใต้ดินหรือกลุ่มสะสมอาวุธเถื่อน เนื่องจากอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดไม่สามารถซื้อขายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หากย้อนดูคดีตรวจพบคลังแสงขนาดใหญ่ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าที่มาของอาวุธสงคราม มักจะหนีไม่พ้นแหล่งที่มาที่ว่านี้กรณี...คดีหนุ่มจีนซุกคลังแสงวินาศกรรม? (จังหวัดชลบุรี– พฤษภาคม 2569) ตำรวจเข้าตรวจสอบบ้านพักของ “หมิงเฉิน” ชาวจีนรายหนึ่งหลังขับรถคว่ำ แล้วผงะเจอคลังแสงย่อมๆทั้งปืนยาว M16, ดินระเบิด C4, กับดักระเบิดสังหารบุคคล (POMZ2) รัสเซีย และระเบิดขว้างที่คาดว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้านช่วงเวลานั้น...มีการตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงไปถึงขบวนการค้าอาวุธแนวชายแดนและการดัดแปลง ด้วยว่าพบว่ากระสุนบางส่วนมีรหัส LOT RTA (Royal Thai Army) ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย? ซึ่งอาจชี้ให้เห็นถึงปัญหาอาวุธในระบบหลุดลอดออกมา นับรวมไปถึงการเชื่อมโยงข้ามชาติ ผู้ต้องหาเคยมีประวัติฝึกอาวุธหนักในประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนว่าอาวุธสงครามบางส่วนถูกลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางธรรมชาติและแนวชายแดนอีกทั้งกรณีคดีเครือข่ายค้าอาวุธสงครามออนไลน์/ลักลอบขายปืนหลวง? ในหลายคดีที่ผ่านมา (รวมถึงการกวาดล้างใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เจ้าหน้าที่ตรวจพบปืนเถื่อนและอาวุธสงครามจำนวนมากที่ซื้อขายกันในกลุ่มปิดเช่นกันน่าสนใจว่า...ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้อาวุธสงครามเข้าถึงง่ายขึ้นผ่าน “ตลาดมืดออนไลน์” หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความลับ นอกจากนี้ยังมีขบวนการปืนสวัสดิการ หรือการลักลอบจำหน่ายกระสุน...ระเบิดเก่าจากคลังหลวงโดยเจ้าหน้าที่รัฐบางรายที่ทุจริต ก็ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาติดตามตรวจสอบกันต่อไปหากยังพอจะจำกันได้ ยังมีกรณีเรื่องของคดีคลังแสงการเมือง...เครือข่ายความมั่นคงในอดีต ย้อนไปในอดีตช่วงความขัดแย้งทางการเมือง มักจะมีการตรวจพบปืนอาก้า (AK-47), M16 และระเบิดชนิดขว้างตามบ้านพักเครือข่ายแกนนำ หรือในพื้นที่รกร้าง ข้อสังเกตที่ผ่านมา...อาวุธเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น “อาวุธตกค้าง” จากยุคสงครามเย็น หรือสงครามภายในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถูกนำมาหมุนเวียนในตลาดมืด...มีการซุกซ่อนฝังดินไว้ เพื่อรอการนำมาใช้ในจังหวะที่มีสถานการณ์รุนแรงนักอาชญวิทยารวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ไว้ว่า หากพลิกแฟ้มคดีอาวุธสงครามในประเทศไทยในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา จะเห็น “วิวัฒนาการ” ที่เปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว และเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับความเป็นจริง...จากอดีตที่จำกัดอยู่ในกลุ่มอิทธิพลมืดหรือชายแดน กลายมาเป็น “เครือข่ายไฮบริด” ที่ผสานระหว่าง “ความหละหลวมของระบบปืนหลวง” และ “ประสิทธิภาพของตลาดออนไลน์” เมื่อเจาะลึกวิเคราะห์ประเด็นความเชื่อมโยงในรอบสองทศวรรษ สามารถแบ่งหน้าแฟ้มคดีตามพฤติการณ์เชิงลึกได้ ดังนี้ เปิดแฟ้มคดี “ปืนหลวงหลุดคลัง (อาวุธจากระบบราชการ)” ประเด็นนี้เป็นจุดเปราะบางที่สุด เพราะอาวุธส่วนใหญ่เป็นเกรดสงครามที่ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิครอบครอง แต่กลับหลุดลอดออกมาด้วย 2 รูปแบบหลัก ขโมยขายตรงจากคลัง...คดีที่โด่งดังที่สุดในอดีต เช่น คดีปี 2565 ด.ต.เชาวลิตอดีต ผบ.หมู่ปราบปราม สภ.ปากเกร็ด ที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ทยอยขโมยปืนหลวงในคลังออกไปขายและจำนำกว่า 160 กระบอก (รวมถึงปืนเอ็ม 16 และปืนพก) ให้กับเครือข่ายนอกระบบ และคดีจำหน่ายกระสุนหลวงในค่ายทหารหลายกองพันที่มักถูกแอบนำออกมาขายเป็นลอตถัดมา ช่องโหว่โครงการ “ปืนสวัสดิการ” ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีคดี “สวมสิทธิ์สวัสดิการ” จำนวนมาก โดยขบวนการจะนำรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ (ที่บางคนไม่รู้เรื่องหรือขายสิทธิ์) ไปขอใบอนุญาต ป.3 แล้วสั่งซื้อปืนราคาถูกเข้ามา จากนั้นทำการ “โอนลอย” เพื่อส่งต่อให้ทุนเทา กลุ่มอิทธิพล หรือเครือข่ายค้าอาวุธทันทีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีว่า ในช่วง 5-10 ปีหลังมานี้ ขบวนการค้าอาวุธได้ย้ายฐานปฏิบัติการเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้การเข้าถึงอาวุธสงครามเปลี่ยนจาก “ต้องมีเส้นสาย” เป็น “มีเงินก็ซื้อได้” เรียกว่าเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล วิวัฒนาการสู่ “เครือข่ายค้าอาวุธสงครามออนไลน์”อดีตจะซื้อขายกันในเว็บบอร์ดปืนเถื่อนใต้ดิน แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่เคยพบกลุ่มปิดในเทเลแกรม, ไลน์, เอ็กซ์ หรือหน้าเพจเฟซบุ๊กอวตารมีการรีวิวสินค้า ส่งคลิปทดสอบยิงและระบุราคาชัดเจนเหมือนสินค้าทั่วไปแฟ้มคดีรอบ 20 ปีชี้ชัด...ปัญหาอาวุธสงครามในประเทศไทยไม่ได้เกิดจาก “ผู้ร้ายลักลอบนำเข้า” เท่านั้น แต่เกิดจาก “การจัดหาภายในประเทศ” ที่อาศัยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ทว่า...โมเดลที่น่ากลัวที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐ?...ที่ทุจริตกลายเป็นซัพพลายเออร์ป้อนสินค้าให้ “พ่อค้าออนไลน์”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม