ยอมใจ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จริงๆสุดทนสุดด้านเกาะเก้าอี้แน่นหนึบ กล้าลุยเรียกประชุมบอร์ด กสทช.ในวันที่ 1 และ 2 ต.ค.นี้อีก ทั้งๆที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่มีมติว่า นพ.สรณขาดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการ กสทช. เป็นการดำเนินการชอบด้วยกฎหมายคดีดังกล่าว นพ.สรณยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งศาลปกครองมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาฯมีอำนาจพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช.ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าช่วงวันที่ 20 ธ.ค.64 ถึง 7 ม.ค.65 นพ.สรณยังมีสถานะเป็นพนักงานคณะแพทยศาสตร์ ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย ก่อนลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.65 แต่ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์โดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงวันที่ 12 เม.ย.65 แม้ไม่มีสถานะเป็นพนักงานประจำ หรือได้รับเงินเดือนจาก รพ. แต่ยังใช้สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงานและทรัพยากรของ รพ.ในการตรวจรักษาผู้ป่วย รวมทั้งได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์ และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณกับ รพ.จึงไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งหมดจากการลาออกจากตำแหน่งเดิมส่วนการลาออกจากรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ในทางนิตินัย แต่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและทางผลประโยชน์ระหว่าง นพ.สรณกับ รพ.สิ้นสุดลง การพิจารณาเฉพาะสถานะทางสัญญาหรือการได้รับเงินเดือน ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้าม และหลักการคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้ดำรงตำแหน่งกสทช. ข้ออ้างของ นพ.สรณในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้นถึงแม้ในทางคดี นพ.สรณยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด แต่ในแง่ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้องทวงถามมาตลอด อย่างน้อยประธาน กสทช.ควรแสดงสปิริตหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อให้ กสทช.เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้ผมเห็นด้วยที่คณะกรรมการสรรหาฯมีมติยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้มีคำสั่งให้ นพ.สรณยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ก่อนหน้านี้บอร์ด กสทช.ประชุมล่มถึง 12 ครั้ง เพราะกรรมการ 3 คนไม่ยอมรับสถานะของ นพ.สรณ และไม่กล้าเสี่ยงร่วมประชุมด้วย เพราะหากมีมติใดๆออกมาอาจกลายเป็นโมฆะ ทำให้มี เรื่องพิจารณาค้างอยู่ถึง 233 วาระ อาทิ เรื่องการจ่ายเงินตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด การจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์สั้น 4 หลักที่ไม่สามารถขยายกรอบเวลาได้แล้ว และการอนุมัติให้ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม ITU Pleni potentiary Conference 2026 ที่กรุงโดฮา ในเดือน พ.ย.นี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องใหญ่ระดับชาติที่รอการตัดสินเชิงนโยบายอยู่ด้วย เช่น อนาคตของทีวีดิจิทัล ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในเดือน เม.ย.2572 จำเป็นต้องทำโรดแม็ปรองรับการเปลี่ยนผ่าน เรื่องการประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ ที่หลายคลื่นกำลังทยอยหมดอายุใบอนุญาต รวมถึงเรื่องดาวเทียม ที่ยังรอการชี้ขาดเกี่ยวกับสิทธิในการใช้วงโคจรหาก นพ.สรณยังดื้อดึงจะนั่งเป็นประธานการประชุมบอร์ด กสทช.ต่อ หวังประคองสถานภาพตัวเอง การประชุมบอร์ดวันนี้กับพรุ่งนี้ก็คงล่มอีกตามเคย งานกำกับดูแลทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศจะติดหล่มต่อไปเรื่อยๆผมมั่นใจว่าต่อให้ขาด นพ.สรณไป กรรมการที่เหลือ 6 คน ก็ประชุมขับเคลื่อนงานได้ ฉะนั้นอย่าอยู่ถ่วงอีกเลย แสดงสปิริตหยุดปฏิบัติหน้าที่เถอะ เอาไว้อุทธรณ์ชนะคดีค่อยกลับมานั่งเก้าอี้ต่อจะสง่างามกว่า.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม