ผบก.น.2 แถลงสรุปสำนวนคดีไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ด้านคดีอาญาสั่งฟ้อง “สุวิชา ไศลบาท” เจ้าของร้านคนเดียวรวม 5 ข้อหาทั้งเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่จัดเส้นทางหนีไฟตามที่กฎหมายกำหนด สั่งการให้พนักงานสอบสวนหอบสำนวน 7 แฟ้ม ส่งพนักงานอัยการพิจารณา ส่วนการดำเนินการเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจจับมือ ป.ป.ท. สอบสวนอยู่ แย้มผลตรวจสอบ ผกก.สน.พหลโยธิน ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังถูกเด้งเข้ากรุ ศปก.บก.น.2 ไปแล้ว มีมูล สั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบอีกคณะกรณีโศกนาฏกรรมเพลิงไหมร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ช่วงดึกวันที่ 12-13 ก.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิตล่าสุดถึง 37 คน ผู้บาดเจ็บ 69 คนรวมทั้งนายสุวิชา ไศลบาท อายุ 45 ปี เจ้าของร้าน ความคืบหน้าจาก สน.พหลโยธิน เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 เรียกประชุม พ.ต.อ.อิสระ ณ พัทลุง รอง ผบก.น.2 หัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.ธิติพงษ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี ผกก. (สอบสวน) บก.สส.บช.น. พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน คดีไฟไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวหลังประชุมสรุปสำนวนคดี พล.ต.ต.เกียรติกุล ผบก.น.2 เผยว่า คดีดังกล่าวขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 37 คน และผู้บาดเจ็บ 69 คน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนสรุปสำนวนเสนอความเห็นไปยังพนักงานอัยการเมื่อช่วงเช้า เบื้องต้นดำเนินคดีกับเจ้าของร้านคือ นายสุวิชา ไศลบาท อายุ 45 ปี ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ทั้งในฐานะนิติบุคคลและส่วนตัว สำหรับหุ้นส่วนมีทั้งหมด 4-5 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐานยังไม่พบว่ามีส่วนในการบริหารจึงนำสำนวนทั้งหมดรวม 7 แฟ้ม ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดี“การรวบรวมพยานหลักฐานเน้นไปที่สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ พบว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากดัดแปลงการใช้ไฟฟ้าจนเกิดไฟช็อต และลุกลามไปที่วัสดุซับแผ่นกันเสียงจนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ประกอบกับลักษณะของร้านไม่เอื้ออำนวยต่อการเกิดอัคคีภัย ไม่สามารถหลบหนีได้โดยง่าย เนื่องจากวางโต๊ะเป็นจำนวนมากและประตูต่างๆที่ควรจะเป็นทางหนีไฟ กลับตั้งวางสิ่งของและปิดล็อก หรืออยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จากการสอบปากคำพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการพบว่า เป็นความประมาทของเจ้าของร้านที่ไม่ใช้ความระมัดระวัง ผิดวิสัยของผู้ประกอบการลักษณะนี้” พล.ต.ต.เกียรติกุลกล่าวด้าน พ.ต.อ.อิสระ ณ พัทลุง รอง ผบก.น.2 เผยว่า จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานรวม 211 ปาก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) นำข้อมูลมาพิสูจน์ทราบสาเหตุเพลิงไหม้จนได้ข้อสรุป จากพยานหลักฐานผู้กระทำความผิดคือ เจ้าของร้านโรงเบียร์ฯ ความผิดข้อหากระทำการเพลิงไหม้โดยประมาท จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท ข้อหากระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ข้อหากระทำผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ข้อหากระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนและปรับไม่เกิน 10,000 บาท และข้อหาทำให้เสียทรัพย์ นอกจากนี้ยังผิดข้อหาในส่วนของการเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ วันนี้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนนำพยานหลักฐานค่อนข้างครบถ้วนถูกต้อง สรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาที่ บช.น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.เกียรติกุลสนธิเณร ผบก.น.2 เผยอีกว่า การดำเนินคดีเจ้าพนักงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ประสานงานรวบรวมพยานหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เพื่อเอาผิด เช่น การตรวจสอบขอใบอนุญาตเปิดสถานบริการถูกต้องหรือไม่ การตรวจสอบอาคารสถานที่มีถังดับเพลิง มีทางและประตูหนีไฟหรือไม่ ขณะนี้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.อยู่ระหว่างเรียกไปชี้แจงข้อมูล“ส่วน พ.ต.อ.มารุต สุดหนองบัว ผกก.สน.พหลโยธิน มีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ ศปก.บก.น.2 หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ 3 วัน และมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.อาทิตย์ พรหมนอก ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 ไปรักษาราชการแทน ผกก.สน.พหลโยธิน พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผกก.สน.พหลโยธินว่า ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการพบว่า มีมูล ขณะนี้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตรวจสอบเอาผิดทางวินัยต่อไป” ผบก.น.2 กล่าวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่