ผมต้องขออนุญาตหนังสือพิมพ์มติชน นำพาดหัวในกรอบล่วงหน้าวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 มาเป็น “สารตั้งต้น” สำหรับข้อเขียนของผมวันนี้ได้แก่ หัวใหญ่สุด ใหญ่กว่าข่าวนายกรัฐมนตรีประเทศไทยไปเยี่ยมจีนเสียอีก ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้“ยอมรื้อเกณฑ์บัตรคนจนอีก...รัฐบาลแถลงขอโทษ ปมรถเก่า นักเรียน สกร. ขยายอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย.”ข้างล่างหัวข่าวลงไปจะเป็นภาพของ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กับ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำทีมแถลงแนวทางการอุทธรณ์พร้อมขอโทษประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แถลง ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีดวงตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มเป็นแบ็กกราวด์อยู่ด้านหลังการที่มีรัฐมนตรีถึง 2 ท่านในรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งไปแถลงขอโทษประชาชนในกรณีใดกรณีหนึ่ง...อาจมีการตีความได้ว่ารัฐบาลได้กระทำความผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงต้องมีการขอโทษเกิดขึ้นกรณีนี้ก็คือกรณีของการกรองเข้ม “บัตรคนจน” หรือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งมีผู้ยื่นไว้ 18.82 ล้านราย ผ่านการคัดกรอง 9.51 ล้านราย และไม่ผ่าน 9.3 ล้านรายผู้ไม่ผ่านจำนวนมากมองว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะแม้จะมีรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ 2 คัน ทำให้ผิดกติกาที่ว่าต้องมีแค่คันเดียว เพราะจริงๆแล้วมีเพียงคันเดียว อีกคันเก่ามากแล้วเลิกใช้นานแล้ว โอนลอยขายไปนานแล้วแต่ไม่ได้แจ้ง ทำให้ถูกตัดสิทธิครั้งนี้ข่าวว่ามีจำนวนมากพอสมควร มีคนไปเข้าคิวขอหลักฐานจาก สำนักงานขนส่งจังหวัด จังหวัดละหลายๆร้อยคนอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับคนจนจำนวนหนึ่งที่เข้าไปเรียนในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และในการศึกษาอาชีวะนอกระบบ ซึ่งก็ถูกตัดออกไปด้วยมีผู้แย้งว่า กติกาข้อนี้ไม่ควรมีเพราะคนจนควรมีสิทธิในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม...ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ได้ชี้แจงไว้ละเอียดมาก ก่อนจะเอ่ยคำว่าขอโทษประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมกับให้ยื่นอุทธรณ์และจะมีการปรับเกณฑ์ใหม่ กรุณาไปอ่านกันเองนะครับ หนังสือพิมพ์น่าจะลงเอาไว้ทุกฉบับที่ผมจะเขียนวันนี้ก็มิได้ขัดข้องอะไรยินดีแก่พี่น้องประชาชนที่ “ยากจน” จริงๆด้วยซ้ำที่จะกลับมาได้รับสิทธิอีกครั้งแต่ในขณะเดียวกันเพื่อเป็นกำลังใจแก่กระทรวงการคลัง ผู้ทำหน้าที่ “กลั่นกรอง” ในกรณีนี้ผมก็ขอขอบคุณทุกท่านๆที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นตามกฎกติกาท่านรัฐมนตรี 2 ท่าน ไปกล่าวขอโทษประชาชนก็ปล่อยให้ท่านขอโทษไปแต่ข้าราชการกระทรวงคลังทำถูกต้องแล้วและไม่จำเป็นต้องขอโทษใดๆทั้งสิ้นกรณีนี้น่าชื่นชมระบบการตรวจสอบที่ยังสามารถระบุได้ว่าใครมีรถยนต์หรือจักรยานยนต์กี่คัน แม้จะอ้างว่าลืมแจ้งหรือมีเหตุผลอีกเยอะแยะที่ไม่ได้แจ้งก็ตาม...ระบบก็ยังคงเป็นระบบเป็นการให้ความรู้แก่ประชาชนยากจนด้วยว่าจะต้องเคารพต่อกฎกติกานะต่อไปมีกี่คันก็บอกตรงๆ ขายแล้วก็ต้องแจ้งขาย...อย่านึกว่าทางราชการเขาไม่มีระบบตรวจสอบเป็นอันขาดการตรวจเข้มของกระทรวงการคลังครั้งนี้ ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม สมกับเป็นผู้มีหน้าที่จัด เก็บภาษี ที่จะต้องดูแล “การใช้จ่ายภาษี” จากหยาดเหงื่อของประชาชนผู้เสียภาษีให้คุ้มค่าที่สุดดังนั้นในการจะนำภาษีมาช่วยเหลือคนจน ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจและควรช่วยอย่างยิ่ง แต่ก็จะต้องเป็นคนจนที่แท้จริงย้ำคำว่าต้อง “ยากจน” จริงๆนะครับ ไม่ใช่พวก “อยากจน” หรือ “กาฝาก” ที่ยังมีอยู่อีกมากเหลือเกินในประเทศนี้.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม