นายกฯสั่งทบทวนเร่งด่วน “หลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หลังไม่สะท้อนความ เป็นจริง จ่อขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ สั่ง “มหาดไทย-คมนาคม-คลัง” ไปปรับหลัก เกณฑ์มาใหม่ให้พร้อมนำเข้า ครม.พิจารณาสัปดาห์หน้า กำชับเรื่องความเป็นธรรม ย้ำคนที่เดือดร้อนต้องได้รับการดูแล ด้าน “เอกนิติ” ชี้ผลการคัดกรองรอบใหม่ ได้คนจนตัวจริงเข้าระบบเพิ่ม 2.3 ล้านคน เล็งเอาผิดผู้นำข้อมูลชาวบ้านไปใช้โดยมิชอบ ทำคนเสียสิทธิ ขณะที่ชาวบ้านแห่เข้าสำนักงานขนส่ง ขอถอดชื่อจากระบบที่ระบุมีรถเกินเกณฑ์ บางรายบ่นไม่เห็นด้วยรัฐบาลตัดสิทธิบัตรคนจนแล้วโยกให้ไปรับ 60/40 แทน ชี้คนมีรายได้น้อย ไม่มีเงินเติมเพื่อไปสแกนจ่ายกลายเป็นประเด็นร้อนมาหลายวันหลังรัฐประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา และปรากฏว่าผู้ได้รับสิทธิเดิมจำนวนมาก ถูกตัดสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกตัดสิทธิจากสารพัดสาเหตุที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงนายกฯเรียก รมต.ถกบัตรคนจนเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าถึงการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายหลังประชาชนที่เคยได้รับสิทธิ ถูกตัดสิทธิในรอบนี้จำนวนมาก โดยมีรัฐมนตรีที่เข้าร่วมหารือ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้คนจนเพิ่ม 2.3 ล้านคนจากนั้นเวลา 10.05 น.นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม ครม.ถึงการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนว่า จุดประสงค์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ต้องการช่วยคนจนที่เดือดร้อนจริงๆตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปิดรับคนเข้าระบบใหม่ ทำให้ครั้งนี้รัฐบาลนำผู้มีรายได้น้อยที่ตกสำรวจและไม่ได้อยู่ในระบบเดิมเข้ามาแล้วจำนวน 2.3 ล้านคน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน อีกหัวใจสำคัญคือการช่วยเหลือคนจนที่แท้จริง เพราะที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากว่ามีคนจนปลอม มาอ้างสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงได้กำหนดเกณฑ์คัดกรองต่างๆเพื่อแยกแยะผู้ที่ไม่มีสิทธิออกจากระบบรับข้อเสนอทบทวนสิทธินายเอกนิติกล่าวอีกว่า ขณะนี้สามารถคัดกรองคนจนปลอมออกได้บางส่วน แต่ยอมรับว่ามีประชาชนบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและอาจหลุดออกจากระบบไปด้วย รัฐบาลรับฟังและเห็นใจ โดยประสานกระทรวงมหาดไทยให้จัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อช่วยทบทวนสิทธิให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจริง และเตรียมทบทวนเกณฑ์ต่างๆตามข้อเรียกร้องของประชาชน เช่น กรณีรถยนต์เก่า ได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว และจะนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนเกณฑ์ใหม่เล็งเอาผิดเอาชื่อคนอื่นไปใช้มิชอบนายเอกนิติกล่าวว่า การตรวจสอบสิทธิครั้งนี้ พบมีผู้นำข้อมูลของชาวบ้านไปใช้โดยมิชอบ ทั้งการจดทะเบียนบริษัท การซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัทโดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง เพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ปัญหาดังกล่าวได้ปรากฏชัดจากการตรวจสอบครั้งนี้ จึงได้มอบนโยบายว่า เมื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริงแล้ว จะต้องดำเนินการกับผู้ที่หลอกลวงชาวบ้าน ทำให้ได้รับความเดือดร้อนต่อไป การคัดกรองครั้งนี้ ผู้ที่ยังมีสิทธิในสวัสดิการอื่นจะยังคงได้รับสิทธิตามเดิม ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ สิทธิคนพิการ หรือสิทธิเรียนฟรี โดยปัจจุบันมีสวัสดิการของรัฐรวม 72 รายการ ยืนยันว่ารัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และจะนำข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์และขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ต่อไปนร.สกร.อุทธรณ์แล้ว 55,000 คนขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ แถลงถึงการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนของนักเรียนนักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่แห่ลาออกว่า ขณะนี้มีนักเรียน สกร.ราว 55,000 คน ยื่นอุทธรณ์ หลังได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว และเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ คาดว่ามีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบรวมประมาณ 100,000 คน จึงได้เสนอให้ ครม.พิจารณาปรับหลักเกณฑ์ เพื่อให้นักเรียนกลุ่มดังกล่าวยังคงได้รับสิทธิและไม่ต้องออกจากระบบการศึกษา ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังกลุ่มเปราะบาง พม.ผ่านแค่ 2 แสนด้านนายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการสำรวจบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่ พม.ดูแล ว่าได้ยื่นรายชื่อ สำรวจไป 1,000,000 คน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 200,000 คน ต้องมีการตรวจสอบว่าทำไมถึงตกหล่น โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย อยากฝากให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้นายกฯสั่งขยายเวลาอุทธรณ์จากนั้นเวลา 12.00 น.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯได้มีข้อสั่งการถึงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อยากให้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนดีที่สุด จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย จัดพื้นที่อุทธรณ์ คนไหนที่เดินทางมาไม่ได้ ให้นำรายชื่อไปสำรวจเพิ่มเติม และขอให้พิจารณาขยายเวลาอุทธรณ์ ส่วนกระทรวงคมนาคม นายกฯสั่งการให้กรมการขนส่งทางบก ดูว่าส่วนไหนที่สามารถใช้อำนวยความสะดวกประชาชนได้ ขอให้ดำเนินการ อาทิ ยกเว้นค่าธรรมเนียมขอตรวจสิทธิประชาชน หรือกรณีทะเบียนขาดต่อชำระเป็นเวลานาน การจะไปยกเลิกต้องไปจ่ายค่าภาษีย้อนหลัง ตรงนี้ต้องไปพิจารณาว่าจะยกเลิกอย่างไร เพราะเป็นระดับ พ.ร.บ.อาจจำเป็นต้องจัดระบบทะเบียนใหม่ โดยเฉพาะทะเบียนที่ค้างในระบบนานๆ ทั้งนี้การปรับหลักเกณฑ์ การครอบครองรถ ข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม นายกฯรับทราบ โดยกระทรวงการคลังนำไปพิจารณาทบทวนชะลอโยกกลุ่มชวดบัตรรับ 60/40นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังจึงขอชะลอเรื่องการโยกรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 6 ล้านราย เพื่อไปรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อนำข้อสั่งการนายกฯ ไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติ โดยจะเข้าที่ประชุม ครม.พร้อมกันทีเดียวสัปดาห์หน้า (27 ก.ค.) พร้อมการปรับหลักเกณฑ์ ทั้งนี้ กรณีที่มีข่าวว่าวันที่ 1 ส.ค.หรือวันที่ 1 ต.ค.จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอความกรุณาอย่าเพิ่งขยายผล ขอให้รอมติ ครม.ที่จะออกมาสัปดาห์หน้าก่อน เพื่อที่จะไม่เป็นการสับสน และขอยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อย่างที่บางคนบอกว่า โยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นเรื่องที่เรามาพิสูจน์สิทธิที่จะต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีการดำเนินการในอดีต และวันนี้พยายามอำนวยความสะดวกข้อมูลเพื่อให้เกิดความถูกต้อง จัดการระบบให้เรียบร้อย คนที่ถูกตัดสิทธิไปแล้ว ให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนคนที่ยังไม่อุทธรณ์ ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธินายกฯไม่กังวลโดนคนวิจารณ์นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า นายกฯไม่ได้กังวลหรือน้อยใจที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ เข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล ที่รู้อยู่แล้วว่าคนสมหวังย่อมดีใจ คนผิดหวังต้องตำหนิ เป็นเรื่องธรรมดาในการขึ้นทะเบียนทุกครั้ง คำถามคือ 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการลงทะเบียนใหม่ คนที่ควรจะมีโอกาสรับสิทธิเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน อาจจะมีบางคนที่ยากจนจริง แต่หลุดออกไปเพราะหลักเกณฑ์เก่า ขณะที่วันนี้หากดูจากโลกโซเชียลจะเห็นว่า มีบางคนที่ดูแล้วร่ำรวย แต่ในอดีตที่ผ่านมา ได้รับสิทธิ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้ย้ำอย่ารอให้ ปชช.วิ่งเข้าหารัฐน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมหลังการประชุม ครม.ถึงข้อสั่งการนายกฯว่า นายกฯไม่สบายใจหลังจากมีการประกาศผลการตรวจคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำปี 69 ไปแล้ว แต่พบว่ามีเสียงสะท้อนของประชาชนที่เป็นผู้เดือดร้อนจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านการคัดกรอง ทั้งที่ยังเป็นผู้ที่เดือดร้อนและมีความจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลจากโครงการ นายกฯย้ำในที่ประชุม ครม.ว่าเรื่องนี้จะต้องนำไปทบทวนอย่างเร่งด่วน คนที่เดือดร้อนและต้องการทำเรื่องอุทธรณ์ ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายที่จะต้องวิ่งเข้าหารัฐ หรือรอการอุทธรณ์ แต่ต้องให้หน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน ลงพื้นที่ค้นหา รับฟัง และแก้ปัญหาเชิงรุก เพื่อไม่ให้ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือต้องหลุดจากระบบสั่ง มท.–ขบ.–คลังเร่งปรับเกณฑ์น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า จากข้อสั่งการนายกฯ นำไปสู่การมอบหมายให้ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.กระทรวงมหาดไทย บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งสำรวจผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรอง แต่ยังมีเหตุอันควรได้รับความช่วยเหลือ และส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว 2.กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนรถให้เป็นปัจจุบัน พร้อมลดภาระประชาชนในการจำหน่ายทะเบียน หรือยกเลิกทะเบียนรถที่หมดสภาพ และเร่งเสนอแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรค และ 3.กระทรวงการคลังเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนปัจจุบัน ตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่อาจทำให้ผู้สมควรได้รับสิทธิหลุดจากระบบ และเสนอแนวทางปรับปรุงต่อ ครม.โดยเร็ว เป้าหมายโครงการคือดูแลคนที่เดือดร้อนที่สุด เมื่อมีเสียงสะท้อนจากคนกลุ่มหลุดจากเกณฑ์ นายกฯจึงมีความไม่สบายใจอย่างมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายกฯหวังคือคนที่เดือดร้อนต้องได้รับการดูแล หากปัญหาการดูแลครอบคลุมไม่ถึง เป็นเพราะเกณฑ์ไม่สอดรับสภาพความเป็นจริงก็ต้องมีการทบทวนให้สิทธิเลือกขายหวยหรือรับบัตรวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกิน แบ่งรัฐบาล กรณีตัวแทนจำหน่ายสลาก จากเดิมได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เมื่อมีการคัดกรองคุณสมบัติใหม่แล้วไม่ผ่านเกณฑ์ จึงถูกตัดสิทธิ เนื่องจากมีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปีว่า หากคนที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสลากต้องการได้รับสวัสดิการแห่งรัฐสามารถแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากได้ผู้ค้าสลาก 6.1 หมื่นคนรายได้ต่ำแสนผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนจำหน่ายสลากแบบใบที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี ปัจจุบันมีจำนวน 36,000 คน และตัวแทนจำหน่ายสลากดิจิทัล 540,000 ราย เนื่องจากได้รับสลากคนละ 500 ใบ รวม 24 งวดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้งวดละ 4,800 บาท ใน 1 ปี จะมีรายได้ 115,200 บาท ส่วนตัวแทนจำหน่ายสลากที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาท มี 61,000 คน เนื่องจากบางงวดได้ 300 ใบ บางงวดได้ 500 ใบ โดยผู้ได้รับสลากแบบใบ 300 ใบต่องวด มีรายได้งวดละ 2,880 บาท ใน 1 ปี มีรายได้เพียง 69,120 บาท ไม่เกินเกณฑ์ จึงยังคงมีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ“อนุทิน” กำชับให้ความเป็นธรรมจากนั้นเวลา 15.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ณ ที่ทำการพรรคภูมิ ใจไทย ถึงการทบทวนสิทธิและหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุม ครม.ได้มีการกำชับเรื่องการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการอย่างไรบ้าง นายอนุทินกล่าวสั้นๆว่า “ความเป็นธรรม” เมื่อถามว่านอกจากกำชับเรื่องความเป็นธรรมได้กำชับเรื่องอื่นด้วยหรือไม่ นายอนุทินยิ้ม ไม่ตอบคำถาม ก่อนจะใช้มือปิดประตูรถ พร้อมกับโบกมือให้สื่อมวลชนปชน.จี้ รบ.หยุดคัดกรองแบบไร้หัวใจวันเดียวกัน คณะกรรมการเชิงประเด็นการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อความมั่นคงของประชาชน พรรคประชาชน (คปก.สวัสดิการสังคม ปชน.) ออกแถลงการณ์เปิดผนึกถึงนายกฯ และรัฐบาล ให้หยุดซ้ำเติมคนจนด้วยเกณฑ์คัดกรองสวัสดิการแห่งรัฐที่ไร้หัวใจ โดยมีข้อเสนอทางออกรูปธรรมเพื่อให้รัฐบาลปรับปรุงกระบวนการ อาทิ รักษาสิทธิระหว่างรออุทธรณ์ เพื่อไม่เป็นการละเมิดสิทธิเดิมของประชาชน จัดให้มีศูนย์อุทธรณ์แบบบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Service Center) เปลี่ยนเกณฑ์คัดกรองจากแบบ “ใช่/ไม่ใช่” (Yes/No) สู่สเกลความยืดหยุ่น ยกเลิกการตัดสิทธิแบบตัดขาดทันทีด้วยตัวเลข เช่น จำนวนรถ อายุรถ หรือขนาดที่ดิน โดยนำข้อมูลความเป็นอยู่ของครัวเรือนที่แท้จริงมาประเมินร่วมกัน ใช้ระบบสเกลคะแนนความเปราะบางที่ยืดหยุ่นตามสภาพพื้นที่และต้นทุนชีวิตจริง เป็นต้น ทั้งนี้ คปก.สวัสดิการสังคม ปชน.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการสร้างภาระซ้ำเติมความยากจน และเร่งปรับปรุงมติ ครม. รวมถึงเกณฑ์การคัดกรองเหล่านี้ให้มีความเป็นมนุษย์และมีความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแห่แจ้งยกเลิกครอบครองรถขณะเดียวกัน ตลอดวันผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนที่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากพบครอบครองรถยนต์เกินเกณฑ์ แต่เป็นรถเก่าไม่สามารถใช้งานได้ ต่างทยอยมาที่สำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อแจ้งยกเลิกการครอบครองและแจ้งยกเลิกทะเบียนรถยนต์ เตรียมขอทบทวน กรณีถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยที่สำนักงานขนส่งจังหวัดกำแพงเพชร ประชาชนเดินทางมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า นางเฉลียว โพธิ์ขำ อายุ 65 ปี ชาว ต.นาบ่อคำ อ.เมืองกำแพงเพชร กล่าวว่า เคยมีรถยนต์ได้ขายไปนานแล้ว แต่ยังมีชื่อเป็นผู้ครอบครองอยู่ในระบบ เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการปรับเกณฑ์การพิจารณาบัตรคนจนใหม่ จึงรีบมาทำให้ถูกต้อง โครงการสวัสดิการแห่งรัฐมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันมาก เพราะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในการซื้อของกินของใช้ในครัวเรือน พอรู้ว่ามีการปรับเกณฑ์ใหม่ก็รู้สึกโล่งใจและมีความหวังขึ้นมา หากรัฐบาลจะเปลี่ยนรูปแบบ คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไปเป็นโครงการ “คนละครึ่ง” ตนไม่เห็นด้วย เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยและคนชราส่วนใหญ่ไม่มีเงินมากพอที่จะนำไปเติมเพื่อสแกนใช้จ่าย อยากให้คงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรูปแบบเดิมมากกว่าโวยซากรถเก่าทำถูกตัดสิทธิส่วนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดชัยนาท อ.เมืองชัยนาท ประชาชนที่ถูกตัดสิทธิไม่ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถ ขอคัดหนังสือรับรองประวัติการครอบครองรถ และนำเอกสารไปประกอบการยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นจำนวนมาก มีทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ไม่รู้หนังสือ และประชาชนทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีรถจักรยานยนต์ รถยนต์เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงถูกระบุมีรถยนต์ในครอบครอง ทั้งที่ไม่เคยซื้อรถมาก่อน โดยนายสมชาย ปัทมโสภา อายุ 72 ปี ชาว อ.เมืองชัยนาท เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาขอเอกสารเพื่อทวงสิทธิคืน เพราะในระบบแจ้งว่ามีรถยนต์อยู่ 1 คัน แต่เป็นรถยนต์เก่าจอดทิ้งไว้ ล้อก็ไม่มียาง ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว จอดทิ้งมาหลายสิบปี ตนไม่เคยซื้อ ไม่เคยรับโอน ยังสงสัยอยู่ว่ามีชื่อครอบครองรถได้อย่างไร เพราะตนจนจริง ขนาดบ้านยังต้องอาศัยเขาอยู่ ที่ดินก็ไม่มี ทำงานก็ไม่ได้ ตาวัย 82 ขี่ซาเล้งข้ามจังหวัดไม่ต่างจากที่สำนักงานขนส่งจังหวัดอุทัยธานี ตลอดทั้งวันมีประชาชนทั้งในจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลการครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อยื่นอุทธรณ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นได้แก่ นายละอัย ทัพบุรี อายุ 82 ปี ชาว ต.ท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ขี่รถซาเล้งพ่วง มาให้เจ้าหน้าที่ช่วยถอดชื่อที่ระบบระบุว่ามีรถอยู่ในครอบครอง 2 คัน โดยนายละอัย กล่าวว่าที่มายังสำนักงานขนส่งจังหวัดอุทัยธานี เนื่องจากเป็นจุดที่ใกล้บ้านที่สุด ห่างเพียง 33 กม. ส่วนรถที่ระบบระบุว่ามีอยู่ในครอบครอง 2 คันนั้น รถคันแรกขายเป็นเศษเหล็กหรือชั่งกิโลไปนานกว่า 20 ปีแล้ว ส่วนอีกคันคือ รถซาเล้งเก่าที่ใช้ประกอบอาชีพและใช้เดินทางอยู่ในปัจจุบัน หลังแก้ไขข้อมูลกับสำนักงานขนส่งเสร็จ จะเดินทางไปยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปหญิงสูงวัยหัวใจวายหน้า ธ.ก.ส.ปัวส่วนที่ จ.น่าน เกิดเหตุสลดเมื่อหญิงวัย 69 ปี ชาว ต.สกาด อ.ปัว เหมารถในหมู่บ้านลงจากดอย สกาด มาที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปัว เพื่อยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา และวูบหมดสติระหว่างรอรับบริการบริเวณหน้าธนาคาร เจ้าหน้าที่และประชาชนเร่งช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจและนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวอย่างเร่งด่วน แต่ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค. แพทย์ระบุสาเหตุเกิดจากภาวะปอดอักเสบติดเชื้อร่วมกับหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ต่อมา นายพิพัฒน์ เพ็ชรพิพัฒน์ นายอำเภอปัวและตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น จำนวน 3,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมประสานกิ่งกาชาดอำเภอปัว เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม และมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนตำบลสกาดดูแลการจัดงานศพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่