ผมเขียนถึงผลกระทบจากดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในวงกว้าง ทำให้ค่าน้ำ ค่าไฟ แพงขึ้น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆแพงขึ้น ในสหรัฐฯก็ถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนักทุกรัฐ เพราะทำให้ค่าน้ำค่าไฟค่าสาธารณูปโภคแพงขึ้น มีแต่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่และเอไอไม่กี่บริษัทได้ประโยชน์ วันนี้มีข่าวดีมาบอกครับ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง สั่งให้ BOI หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน “ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่หมด” ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยเฉพาะ ยุทธศาสตร์ใหม่จะ “ไม่เน้นปริมาณ” หรือ “โครงการเยอะๆ” แต่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพเป็นหลักก็ต้องขอบคุณ รองนายกฯเอกนิติ ที่รีบเบรกก่อนที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะท่วมประเทศไทยดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยวันนี้ ไม่ได้มีแค่ 16 โครงการที่บีโอไอได้อนุมัติไปแล้วแต่ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์ ณ 30 มิ.ย.2569 แค่ครึ่งปีมีการจัดตั้งบริษัทธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภทมากถึง 1,145 ราย ทุนจดทะเบียนรวมกว่า 174,900 ล้านบาท กระจุกตัวอยู่ใน กทม. 668 แห่ง นนทบุรี 86 แห่ง เชียงใหม่ 45 แห่ง สมุทรปราการ 41 แห่ง ปทุมธานี 37 แห่ง ภูเก็ต 33 แห่ง ชลบุรี 28 แห่ง โคราช 15 แห่ง ระยอง 13 แห่ง ขอนแก่น 12 แห่งจุดที่กระจุกตัวมากที่สุด คือ ย่านถนนพระราม 9 เพราะเป็นพื้นที่ที่ มีสายไฟเบอร์ออพติกเข้าออกถึง 4 เส้นทาง และ มีสถานีไฟฟ้าย่อย 2 สถานี ถ้าทุกโครงการสร้างเสร็จประชาชนในย่านถนนพระราม 9 จะเดือดร้อนแน่นอนทั้งน้ำและไฟฟ้าไม่เชื่อคอยดูคุณเอกนิติ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานดูแลภาพรวมในเรื่องการขอใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้เกิดกรณี นักลงทุนบางรายมาขออนุมัติโครงการทิ้งไว้ เพื่อจองสิทธิ์การใช้ไฟฟ้า แล้วนำไปขายต่อเหมือนการขายใบจองรถยนต์รุ่นดัง (เพราะไทยไม่มีกฎหมายควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องเร่งออกด่วน) ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่จะกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องวาง “หนังสือค้ำประกัน” (Bank Guarantee) หากได้รับอนุมัติแล้วไม่ลงทุนสร้างจริงตามแผน จะถูกยึดเงินประกันและมีบทลงโทษด้วย สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่บีโอไออนุมัติไปแล้ว 16 โครงการ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างและยังไม่ได้จัดสรรไฟฟ้า อาจต้องนำมาทบทวนเงื่อนไขเรื่องการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับระเบียบของ กพช. โดย กพช.ได้ให้ไปทำ Power Map (แผนที่การใช้ไฟฟ้า) เพื่อไม่ให้กระจุกตัวแย่งไฟฟ้าจากประชาชนเป็นการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณะที่รวดเร็วมาก ผมขอชื่นชม รองนายกฯเอกนิติ ไว้ตรงนี้อีกครั้ง แต่ที่แย่มากคือ กทม. ของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ทั้งที่รู้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ขอใบอนุญาตสร้างคลังสินค้า แต่สร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แย่งน้ำ แย่งไฟจากคนในพื้นที่ แถมยังก่อมลพิษทั้งฝุ่นและเสียง แต่ก็ยังเฉยนอกจากเรื่องไฟฟ้าแล้ว รองนายกฯเอกนิติ เปิดเผยอีกว่า ในยุทธศาสตร์ใหม่ยังมี “มาตรการเรื่องน้ำ” ที่ใช้ระบายความร้อนในดาต้าเซ็นเตอร์ เอกชนต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนในการขออนุญาต ต้องมี “มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน” ที่เข้มงวดคล้าย EIA รวมทั้ง มลพิษเสียง ที่อาจเกิดกับชุมชนโดยรอบ และ “การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ” ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ต้องฝึกอบรมวิศวกรชาวไทยด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันมี 5 ชนิด กฎหมายใหม่ต้องตามให้ทันดังนี้1.Enterprise Data Center ศูนย์ข้อมูลที่บริษัทเอกชนสร้างใช้เอง เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐที่จะต้องการความปลอดภัยสูง 2.Colocation Data Center ดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นมาให้เช่าพื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ 3.Cloud Data Center ให้บริการ ด้านอินเตอร์เน็ต เช่น AWS, Google Cloud, Microsoft 4.Hyperscale Data Center ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่มาก ใช้รองรับข้อมูล AI, Cloud Computing จากทั่วโลก 5.Edge Data Center ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กที่กระจายตามเสาโทรคมนาคม เพื่อรองรับอุปกรณ์ IoT, Streaming แม้จะเป็นโลกใหม่ที่เราต้องเดินไปด้วยกัน แต่ต้องมีกฎหมายควบคุมครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม