ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “แอมไซยาไนด์” พ้นผิดในคดีที่ 5 วางยาพิษแม่ค้าขายผักฆ่าเพื่อล้างหนี้สินจำนวน 6 หมื่นบาท เนื่องจากมูลเหตุจูงใจสังหารเหยื่อไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และพยานยืนยันไม่ได้ว่าผู้ตายถูกจำเลยวางยาใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในสลัดผักให้กินก่อนเสียชีวิต อีกทั้งผลตรวจไม่ยืนยันว่ามาจากสารพิษชนิดใด ระบุว่าเลือดเป็นกรดเท่านั้น ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นตัดสินคดี “แอมไซยาไนด์” ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ไปแล้ว 4 คดี ศาลสั่งประหารชีวิต 3 คดี ยกฟ้อง 1 คดี และเหลือคดีที่รอศาลพิพากษาอีก 10 คดีศาลตัดสินยกฟ้อง “แอมไซยาไนด์” คดีวางยาพิษฆ่าแม่ค้าขายผัก เปิดเผยขึ้นที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กทม. เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแอมไซยาไนด์ คดีที่ 5 หมายเลขดำ อ.857/2568 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม อายุ 39 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อความสะดวก ในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น, เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น, เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้, ปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใดเพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อเจตนาฆ่า นางรสจรินทร์ หรือน้อย นิลน้อย แม่ค้าขายผัก โดยมีมูลเหตุมาจากการที่จำเลยต้องการฆ่าล้างหนี้ที่จำเลยยืมเงินผู้ตายจำนวน 60,000 บาท และให้สามีของผู้ตายชดใช้หนี้ในมูลค่าที่สูงกว่าที่ยืมไป ด้วยการผสมไซยาไนด์ลงในสลัดผัก ผู้ตายนำมากินก่อนเป็นลมชัก และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จำเลยให้การปฏิเสธศาลพิเคราะห์เห็นว่า สืบเนื่องจากการมีผู้เสียชีวิตหลายรายที่จำเลยเกี่ยวข้องด้วยการวางยาไซยาไนด์ ในช่วงเดือน มี.ค.66 ทำให้สามีของผู้เสียชีวิตสงสัยว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนางรสจรินทร์ ภรรยา เมื่อช่วงปี 65 สามีของผู้ตายได้แจ้งความดำเนินคดีจำเลยกล่าวหาว่า เจตนาฆ่าผู้ตายโดยปลอมปนสารไซยาไนด์ลงไปในสลัดผัก ทำให้ร่างกายได้ดูดซึมเข้ากระแสเลือดเป็นเหตุให้เสียชีวิตโจทก์มีนายแพทย์ผู้รักษาผู้เสียชีวิต เบิกความว่า เลือดของผู้ตายมีภาวะเลือดเป็นกรด จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือได้รับสารพิษ แต่พยานไม่ได้ยืนยันว่า ผู้ตายได้รับสารพิษจากสารไซยาไนด์ ไม่สามารถบอกได้ว่าสารพิษที่นำเข้าร่างกายนั้นเป็นการนำเข้าของผู้ตายเอง หรือวิธีการใด ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่ามาจากสารพิษชนิดใด มีแต่ระบุว่าเลือดเป็นกรดเท่านั้น พยานหลักฐานจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้วางยาไซยาไนด์ให้ผู้ตายกิน ส่วนพยานที่เป็นลูกจ้างของผู้ตายระบุว่า ได้พบเห็นจำเลยนำสลัดผักมาให้ผู้ตายกิน และให้การด้วยว่า จดจำรถของจำเลยได้เพราะจำเลยมาหาผู้ตายบ่อยครั้ง แต่พยานไม่สามารถตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ว่า จำเลยใช้รถยนต์ยี่ห้อใดอีกทั้งไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนนำสลัดมาให้ผู้ตายกินส่วนมูลเหตุแห่งการฆ่าที่โจทก์อ้างว่า เป็นการฆ่าล้างหนี้จำนวน 60,000 บาท แต่จากข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ตายนำรถยนต์มาจำนำกับจำเลยในจำนวนเงิน 100,000 บาท ผู้ตายชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว 50,000 บาท หลังจากนางรสจรินทร์เสียชีวิต จำเลยอ้างกับสามีผู้ตายว่า ต้องชดใช้หนี้ค่าจำนำรถยนต์จำนวน 600,000 บาท แต่มีการต่อรองเงินกันลดเหลือ 300,000 บาท สามีของผู้ตายยอมชดใช้เงินจนครบจำนวน 300,000 บาท และได้รถยนต์คืนไปแล้ว ไม่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ก่อเหตุ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เชื่อมโยงว่า จำเลยจะกระทำความผิดตามที่สันนิษฐานมาข้างต้น พิพากษายกฟ้องมีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลอาญาพิพากษาตัดสินคดี “แอมไซยาไนด์” ฐานฆ่าผู้อื่นมาแล้วรวม 4 คดี ได้แก่ คดีที่ 1 ศาลสั่งประหารชีวิต คดีวางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณท่าน้ำ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี คดีที่ 2 คดีวางยาฆ่า พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือสารวัตรปู ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต คดีที่ 3 คดีวางยาฆ่า น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว ที่ จ.นครปฐม ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่า จำเลยครอบครองไซยาไนด์ หรือประสงค์ต่อทรัพย์ คดีที่ 4 คดีวางยาฆ่า ร.ต.อ.หญิง สุกานดา วิมลมาลย์ หรือผู้กองนุ้ย อดีตรองสารวัตรการเงิน สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ใส่สารพิษในเครื่องดื่มให้ผู้กองนุ้ยดื่มจนถึงแก่ความตายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์และล้างหนี้สิน ศาลพิพากษาประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกแอมไว้ตลอดชีวิต และคดีที่ 5 คดีฆ่าแม่ค้าขายผัก ศาลพิพากษายกฟ้องดังกล่าว ทั้งนี้ นางสรารัตน์ หรือแอมไซยาไนด์ ยังเหลือคดีที่รอศาลพิพากษาอยู่อีก 10 คดีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่