ส่งตัว “อุทัย-นันทวัฒน์” ตัวเชื่อมคดีแอร์มีนาเข้าเรือนจำ หลัง ตร.ปส. ขอฝากขังครั้งแรก 6-17 ก.ค.นี้ พร้อมค้านประกันตัว หวั่นหลบหนี โดย “อุทัย” เจอฐานความผิดมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติด้วย ขณะเดียวกันยังรอสอบสวนพยานอีก 10 ปาก ขณะที่ ป.ป.ส.เตรียมจับมือดีเอไอ ผลักดันคดีลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติเป็นคดีพิเศษ ยกเหตุผลเพราะ “3 มี” กระทำความผิดที่สลับซับซ้อน ผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ หวังเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวน มีความคล่องตัว ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการทุกระดับ และผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ก.ค. พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 นำตัวนายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี และนายนันทวัฒน์ ยิ่งพัฒนาวงศ์ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาฐานร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่ง (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า มาฝากขังครั้งแรกพฤติการณ์คดีสรุปว่า สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียประจำกรุงเทพ มีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แจ้งกรณีจับกุม น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล)พนักงานลูกเรือสายการบินไทย ซึ่งเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น ด้วยเที่ยวบิน TG 465 จากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 และถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลียพบกระเป๋าผ้า 12 ใบในสัมภาระ มีความผิดปกติสองใบ ตรวจพบสารสีขาวที่ซุกซ่อนในซับกระเป๋า ราว 900 กรัม เบื้องต้นให้การว่ารับขนสินค้าจาก Facebook และขนกระเป๋าดังกล่าวให้ผู้ใช้บัญชี Rose Rose และกระเป๋าถูกส่งมาให้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อนำไปมอบให้กับบุคคลที่ชื่อเดียร์ที่โรงแรมในเมลเบิร์น โดยปฏิเสธไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติดหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้สืบสวนขยายผลพบชายต้องสงสัยผู้ส่งพัสดุ ทราบชื่อภายหลังคือ นายอุทัย ผู้ต้องหา ไปวางไว้อาคารของ น.ส.มีนา จากการซักถามพิสูจน์ทราบความเกี่ยวข้องในคดีนายอุทัยให้การว่านำยาเสพติดเฮโรอีนที่เหลือไปซุกซ่อนไว้ที่ห้องพักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นห้องของเพื่อน ชื่อนายนันทวัฒน์ ยิ่งพัฒนาวงศ์ อายุ 47 ปีขณะที่นายนันทวัฒน์ยอมรับว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายอุทัยนำถุงดำภายในบรรจุถุงผ้าลายช้างไทยจำนวน 6 ใบ ซึ่งบรรจุยาเสพติดมาฝากกับตนจริง ต่อมานายอุทัยได้ติดต่อให้ตนจัดการกับยาเสพติด ตนจึงตัดสินใจทำลายกระเป๋าผ้าและนำยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในไปเทใส่ชักโครก ห้องพักของตน และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ผลการตรวจไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่นายนันทวัฒน์รับว่าหลังจากทำลายยาเสพติดแล้วได้นำถุงผ้าและเศษผ้าที่มีผงยาเสพติดออกไปทำลายและทิ้งจุดต่างๆ 3 จุด เหตุเกิดที่บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง ต.กะมัง อ. พระนครศรีอยุธยาการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1,29 (1), 90, 134, 145 วรรคแรก, 145 วรรคสอง (1), 152 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 1 พ.ศ.2565 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนระบุว่า เนื่องจากเป็นคดีที่สืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายข้ามชาติจากคดีแอร์โฮสเตสสายการบินไทยที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมหลังลักลอบนำเข้าเฮโรอีนซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง ซึ่งพนักงานสอบสวนยังต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสอง จึงขอหมายขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ระหว่างสอบสวนมีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-17 ก.ค.69 ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนขอคัดค้านเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี และยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีภายหลัง อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้ทำคำร้องฝากขังที่ ยฝ 1584/2569 ของนายอุทัยในความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อีกสำนวนด้วยในการไปศาลครั้งนี้ ทั้งสองไม่มีญาติหรือทนายความมายื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอประกันตัว ซึ่งศาลอาญาพิเคราะห์คำร้องแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไปวันเดียวกัน น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาต ยาเสพติด” โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อผลักดันการดำเนินคดีกับเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติอย่างเข้มข้น จากภาพรวมการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีลักษณะการกระทำความผิดที่สลับซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ จึงได้มีการหารือร่วมกับดีเอสไอ ถึงแนวทางการรับคดีเป็นคดีพิเศษ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวน ขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการทุกระดับ และผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังน.ส.อารีภักดิ์ระบุว่า จากการประเมินข้อมูลพบว่าคดีมีลักษณะเป็นเครือข่ายอาชญากรรมที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีการแบ่งหน้าที่และบริหารจัดการเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้ฝากพัสดุ ผู้รับหิ้ว ผู้ประสานงาน ตลอดจนผู้รับปลายทาง ซึ่งสะท้อนรูปแบบการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ป.ป.ส. เห็นว่าการดำเนินคดีในลักษณะคดีพิเศษ จะช่วยให้การสืบสวนสอบสวนมีความคล่องตัวและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานอัยการสามารถเข้าร่วมการสอบสวนได้ รวมทั้งสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติงาน เพื่อเสริมศักยภาพในการรวบรวมพยานหลักฐาน วิเคราะห์เส้นทางการเงิน และขยายผลไปยังผู้บงการหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศสำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าจะดำเนินการบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดี ขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นำผู้กระทำผิดทุกระดับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามนโยบายรัฐบาล “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” และนโยบายของ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ที่มุ่งยกระดับการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในประเทศและข้ามชาติ ตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรม และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. น.ส.อารีภักดิ์ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดี น.ส.มีนาว่า ในส่วนของสามีคนไทยและภรรยาชาวลาวที่ถูกจับกุม พบว่าทําหน้าที่รับยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว มีการแพ็กสําเร็จรูปมาเรียบร้อย ก่อนจะนํามาส่งใน 2 ลักษณะคือส่งไปรษณีย์และส่งแบบมือชนมือ ซึ่งส่งมา 2-3 รอบ พบว่าขบวนการนี้ค่อนข้างใหญ่ มีการหว่านแหไปให้คนที่มีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตสที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง เพื่อให้รับหน้าที่รับหิ้วยาเสพติด ดูแล้วเป็นขบวนการใหญ่ระดับชาติ จึงต้องถึงมือกรมสอบสวนคดีพิเศษ เบื้องต้นมีคําสั่งออกไปแล้วว่ามอบหมายให้ดีเอสไอเป็นผู้ดําเนินการสืบสวนปลายทางของเฮโรอีน และประสานงานกับตำรวจออสเตรเลียน.ส.อารีภักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทราบชื่อแล้วว่าคนที่ติดต่อมารับกระเป๋าเป็นหญิงชาวไทยชื่อเดียร์ มารับกระเป๋าในลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบชื่อและนามสกุล และทราบว่าอยู่ที่ออสเตรเลียนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดว่า หลังจากรับยาเสพติดไปแล้วจะนําไปส่งให้ใคร เป็นหน้าที่ของตำรวจออสเตรเลียสืบสวนขยายผล ส่วนสถานที่นัดรับยาเสพติด ระหว่าง น.ส.มีนาและเดียร์ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ถึงขณะนี้ย้ำว่าเดียร์มีตัวตนจริงและกําลังสืบสวนหาต้นตอ เชื่อว่าเครือข่ายใหญ่ในออสเตรเลีย คงไม่ได้มีแค่คนเดียวเท่านั้น และไม่ได้มีแค่คนไทย แต่น่าจะมีชาวต่างชาติร่วมด้วยรองเลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนนายอุทัยที่นําพัสดุไปส่งให้กับ น.ส.มีนา ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่าทําหน้าที่ส่งยา 3-4 ครั้ง และไปส่งให้กับ น.ส.มีนาครั้งเดียวและเป็นครั้งแรก จากการขยายผลสอบปากคําผู้ต้องหาที่จับกุมได้ ประกอบกับพยานหลักฐานที่ ป.ป.ส.มีอยู่ ยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่า น.ส.มีนามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ตอนนี้ น.ส.มีนายังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหา แต่เป็นคนที่ถูกกักตัวไว้เพื่อรอดำเนินคดีในอนาคต ทราบว่า น.ส.มีนา ให้ความร่วมมือและพูดคุยกับกงสุลไทยประจําออสเตรเลียดี ส่วนบัญชีเพจอวตารที่ใช้ชื่อ “Rose Rose” อาจเป็นไปได้ทั้งคน สปป.ลาว คนไทย ต่างชาติ หรือคนที่อยู่ออสเตรเลียก็ได้ ส่วนจะได้ตัวเดียร์หรือไม่ ต้องฝากความหวังไว้ที่ตำรวจออสเตรเลีย เพราะทางไทยได้ให้ข้อมูลไปหมดแล้ว ส่วนจะรู้ผลการสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง น.ส.มีนาในคดียาเสพติดนั้น จะรู้ในวันที่ 14 ก.ย. เนื่องด้วยจะต้องขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์น ระหว่างนี้เราจึงต้องเร่งหาข้อมูลไปสนับสนุนช่วยเหลือให้มากที่สุดอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่