ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “ระบบสนามบิน” ต้องเลิกใช้ “ความไว้ใจ” เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย? ถ้าจริง...ก็เป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาจากข้อสงสัยกรณีคดีล่า “แอร์สาวขนยาเสพติด”คนไทยมีนิสัยพื้นฐานคือ “ความเกรงใจ” และ “ความไว้วางใจ” ยิ่งถ้าคนคนนั้นสวมเครื่องแบบที่ดูภูมิฐาน เรามักจะละเว้นหรือตรวจค้นด้วยความเบาใจ แต่ในโลกของ “อาชญากรรมข้ามชาติ” ต้องยอมรับความจริงหนึ่งที่ว่า...“ความน่าเชื่อถือ” คือ “กุญแจผี” ที่เปิดประตูได้ทุกด่านการตรวจค้นในสนามบินปัจจุบัน โดยเฉพาะเครื่องเอกซเรย์มาตรฐานสากล ถูกตั้งค่ามาเพื่อหา “ระเบิดและอาวุธ” เพื่อรักษาชีวิตผู้คนบนฟ้า ยิ่งเมื่อผสมผสานกับวัฒนธรรม “พี่น้องลูกเรือ” ที่มีช่องทางเข้าออกพิเศษ ช่องโหว่นี้จึงเปรียบเสมือนตะแกรงที่มีรูรั่วขนาดใหญ่ให้มดปลวกค้ายาแอบเดินผ่านไปได้อย่างสบายกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงการตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย หรือวัตถุแปลกปลอมที่อาจจะสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเครื่องบิน หรือผู้โดยสารที่เดินทางในแต่ละเที่ยวบินนั้น กิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ ชี้แจงว่า การตรวจค้นผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นไปตามมาตรฐานโลก ทั้ง ไอเคโอ และ กพท. โดย “ขาออก” เมื่อเราไปเช็กอินเครื่องเอกซเรย์ก็จะตรวจสิ่งแปลกปลอมที่เป็นวัตถุ เหล็ก...โลหะ รวมถึงของเหลวที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับเที่ยวบินนั้น ดังนั้นการตรวจเอกซเรย์อาจจะไม่สามารถแยกสารสิ่งเสพติดที่เป็นเฮโรอีนได้ เพราะการแพ็กไม่ได้เป็นกลุ่มก้อน แต่อย่างไรก็ตามหากมีการประสานงานมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ก็จะมีการตรวจค้นพิเศษส่วน “ขาเข้า” ของทุกสนามบินก็จะมีมาตรฐานการตรวจที่ไม่เหมือนขาออกเพราะแต่ละประเทศอาจมีข้อกำหนดทั้งในเรื่องการห้ามขนอาหาร พืช หรือสัตว์ ก็จะมีการตรวจที่แตกต่างกันไป ขณะเดียวกัน ประเทศไทย โดยสนามบินสุวรรณภูมิ การตรวจค้นก็จะยังเข้มงวดเช่นเดิมตามมาตรฐานไอเคโอเช่นกัน ทั้งการเอกซเรย์ และการใช้สุนัขดมกลิ่น รวมถึงการแจ้งมาจากต้นทางถึงข้อสงสัยว่าผู้โดยสารคนนี้มีความผิดปกติคดี “แอร์สาวขนเฮโรอีน” ถูกจับกุมหลังเดินทางถึงท่าอากาศยานเมลเบิร์น ถือเป็นคดีใหญ่ที่มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญคือ...มิติการสืบสวนและขยายผล ในออสเตรเลีย...ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ดำเนินการตามนโยบาย Zero-tolerance ต่อ “คนใน” ที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการทำผิดกฎหมายหมายถึงว่า...เป็นนโยบายไม่ยอมรับความผิดพลาดแม้แต่น้อย หรือนโยบายไม่ประนีประนอม...การบังคับใช้กฎ ระเบียบ หรือบทลงโทษอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียมกันทุกครั้งที่มีการฝ่าฝืน โดยไม่มีการผ่อนปรน อ่อนข้อ หรือให้โอกาสแก้ตัวขณะที่ใน “ประเทศไทย” ป.ป.ส.ได้เข้าตรวจค้นที่พักของผู้ต้องหาในไทยและสอบปากคำแฟนหนุ่ม รวมถึงขยายผลตรวจสอบกลุ่มโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับการ “รับหิ้วสินค้า” ซึ่งคาดว่าเป็นช่องทางที่ผู้ต้องหาถูกชักจูงหรือหลอกให้ขนของ...ต้องติดตามต่อไปจะสืบสาวไปถึง “เจ้าของยาเสพติดตัวจริง” ได้หรือไม่ย้ำว่าฝ่ายไทยมีความร่วมมือ ทำงานร่วมภายใต้ “ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ป.ป.ส.ไทย-AFP ที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานเพื่อทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติข้อสังเกตสำคัญ...การที่ผู้ต้องหาถูกจับที่ออสเตรเลีย แสดงว่าระบบข่าวกรองของออสเตรเลีย (AFP) อาจมีการดึงข้อมูลจากสนามบินต้นทางมาวิเคราะห์ร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งไทยก็กำลังพัฒนาความร่วมมือกับนานาชาติในรูปแบบนี้ เพื่อให้เห็นความผิดปกติของ “ทริปการบิน” ก่อนที่เครื่องจะลงจอดเสียอีกช่องโหว่เมื่อเครื่องเอกซเรย์ “พลาด” สแกนหายาเสพติด? เพราะถูกตั้งค่ามาเพื่อตรวจจับ “ความหนาแน่นของวัตถุ” ที่บ่งชี้ถึงสารประกอบระเบิด หากสารเสพติดถูกแปรสภาพ...การนำเฮโรอีนไปเคลือบหรือซึมลงในเนื้อผ้าคือการใช้เทคนิคทางเคมีเพื่อ “ลบความหนาแน่นที่ผิดปกติ” ออกไปทำให้เครื่องตรวจไม่เห็นภาพก้อนวัตถุที่ซ่อนอยู่...เพราะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยผ้าไปแล้ว ผนวกกับการตบตาด้วยรูปทรง...การใช้กระเป๋ารูปสัตว์ ของฝาก เป็นจิตวิทยาการอำพราง เพื่อให้ภาพลักษณ์ของสัมภาระดู “ไร้พิษภัย” ในสายตาเจ้าหน้าที่ที่นั่งดูจอภาพ ช่วยลดความสงสัยในการตรวจค้นด้วยสายตา“สุนัขดมกลิ่น” คือปราการด่านสุดท้ายที่แม่นยำที่สุด ในกรณีนี้การที่สุนัขดมกลิ่นให้สัญญาณผิดปกติ เป็นเครื่องยืนยันว่า “จมูกสุนัขเก่งกว่าเครื่องเอกซเรย์ในด้านยาเสพติด”แม้ผู้ร้ายจะแปรสภาพยาเสพติดให้กลายเป็นผ้า แต่ยังคงมี “กลิ่นสารเคมี” ที่เจือปนอยู่ ซึ่งประสาทสัมผัสสุนัข K9 ที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจะรับรู้ได้ทันทีวิเคราะห์โอกาสในการตรวจพบยาเสพติดระหว่าง “ขาออก” และ “ขาเข้า” ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในเชิงกลยุทธ์และเทคนิคการรักษาความปลอดภัย “ขาเข้า”...มีโอกาสตรวจพบมากกว่า? โดยธรรมชาติของสนามบินทั่วโลกด่านขาเข้าคือจุดที่ “เข้มงวดที่สุด” ในการคัดกรองยาเสพติดหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในด่านขาเข้า คือการตรวจจับ “ของผิดกฎหมาย” ที่ถูกนำเข้าประเทศ ซึ่งรวมถึงยาเสพติด สัตว์ป่า หรือสินค้าเลี่ยงภาษี การตรวจค้นจึงเน้นไปที่การค้นหาสิ่งของเหล่านี้โดยตรงประเทศปลายทางมักจะมีข้อมูลการข่าวเกี่ยวกับเที่ยวบินที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว จึงสามารถวางกำลังเจ้าหน้าที่ สุนัขดมกลิ่นและระบบเอกซเรย์เพื่อรอรับผู้โดยสารจากเที่ยวบินเหล่านั้นได้แม่นยำกว่าบวกกับสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ในขาเข้าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องกังวลเรื่อง “ตารางเวลาการบิน” ของเครื่องที่จะออกที่เร่งรัด ทำให้สามารถใช้เวลาตรวจสอบสัมภาระหรือตัวบุคคลได้อย่างละเอียดโดยไม่กระทบต่อปฏิบัติการการบิน...ตรงกันข้ามกับด่านขาออกที่มักจะถูกมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ของเครือข่ายยาเสพติดแต่...ในโลกยุคใหม่ “ความปลอดภัยไม่ได้เริ่มที่ประตูขาเข้าแล้ว” แต่เริ่มที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองตั้งแต่ก่อนเครื่องขึ้นบิน หรือแม้แต่จับตาเครือข่ายตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมจัดส่ง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม