ไม่กี่วันก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ชื่นชมบริษัท Micron ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำชั้นนำของโลก ที่ประกาศสนับสนุนโครงการ Trump Accounts ด้วยเงินถึง 250 ล้านดอลลาร์ (8,250 ล้านบาท) ช่วยจุดประกายความฝันทำให้เด็กอเมริกันหลายล้านคนได้เริ่มต้นชีวิตที่มั่นคงและมีความสุขในอนาคต นี่คือการลงทุนจากภาคเอกชนที่ร่วมสร้างยุคทองของอเมริกาใครจะชอบหรือไม่ชอบทรัมป์ก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าทรัมป์เข้าใจการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ รู้ว่าภาพ “รัฐบาลจับมือเอกชนร่วมสร้างอนาคตเด็ก” จะเกิดพลังทางการเมืองสูง เรียกคะแนนนิยมได้อย่างดีนโยบาย Trump Accounts เป็นการลงทุนให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งทรัมป์ดำเนินการมาตั้งแต่ชนะเลือกตั้ง โดยเด็กที่เกิดระหว่าง 1 ม.ค.2568—31 ธ.ค.2571 จะได้รับเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์ (3 หมื่นบาท) และพ่อแม่ ญาติ นายจ้าง องค์กรต่างๆ สามารถเติมเงินสมทบได้ไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์ (1.5 แสนบาท) ต่อปี เงินในบัญชีจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ (Low-cost U.S. Index Funds) ปลูกฝังวัฒนธรรมการออมและการลงทุนตั้งแต่เยาว์วัย และจะถอนเงินออกได้เมื่ออายุครบ 18 ปี เอาไปเป็นค่าเล่าเรียนหรือตั้งต้นทำธุรกิจมีหลายประเทศที่ใช้นโยบายลักษณะนี้ ผมก็เคยเขียนบทความเรื่อง “กองทุนเงินออมเด็กแรกเกิด ช่วยปลุกตลาดหุ้นคึกคักได้” ฉบับวันที่ 20 ม.ค.2569 ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ตอนนั้นไม่มีพรรคไหนหยิบแนวคิดนี้มาทำเป็นนโยบายจริงจัง ทั้งๆที่ตอบโจทย์ประเทศได้หลายด้านพร้อมกันประเทศไทยเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อยลง ความเหลื่อมล้ำสูง ตลาดทุนขาดนักลงทุนระยะยาว และคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าอนาคตตัวเองมืดมน หากรัฐให้เงินเด็กเกิดใหม่คนละ 10,000—20,000 บาท ลงทุน ผ่านกองทุนที่บริหารอย่างมืออาชีพ เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวฐานะใด ก็จะมีทุนตั้งต้นเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ นี่คือการลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอแก้เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วโครงการนี้ใช้งบประมาณไม่มาก ปีนึงมีเด็กเกิดใหม่ 4 แสนกว่าคน รัฐบาลเปิดบัญชีตั้งต้นใส่เงินให้คนละ 10,000-20,000 บาท ก็ใช้งบประมาณต่อปีแค่ 5-9 พันล้านบาทเท่านั้น และเปิดโอกาสให้พ่อแม่ส่งเงินสมทบ เป็นทรัพย์สินของเด็กไทยทั้งประเทศ ระหว่างทางยังส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย เพราะกองทุนนี้จะนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ปลอดภัยให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เมื่อมีเม็ดเงินหลายพันล้านบาทไหลเข้าทุกปี ย่อมปลุกความคึกคักของตลาดหุ้นหากรัฐบาลตัดสินใจผลักดันนโยบายนี้ตั้งแต่ต้นวาระ วันนี้ภาพการเมืองอาจเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่ทำได้แค่มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งก็เพียงเปลี่ยนชื่อและเพิ่มออปชันจาก “คนละครึ่ง” ในยุครัฐบาลบิ๊กตู่ เป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว เหมือนเลี้ยงไข้ มองย้อนไปรัฐบาลบิ๊กตู่จนถึงรัฐบาลหนู 2 แจกเงินละลายไปหลายแสนล้านบาทแล้ว ปีหน้าก็คงหาอะไรมาแจกพลัสๆๆวนไปอย่างนี้อีก ไม่รู้ว่า คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะคิดอะไรได้มากกว่านี้ ไหม คุมคลังมา 9 เดือนกว่ายังไม่เห็นมีไอเดียใหม่ๆเลยภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เริ่มดีขึ้นในช่วงนี้ ถ้าจะบอกว่า โชคช่วย ก็คงไม่ผิด สงครามตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ นักลงทุนกระจายความเสี่ยงมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่วนหุ้นกลุ่มเทคในตลาดโลกที่เคยร้อนแรงเริ่มแผ่วลง เม็ดเงินไหลจึงเข้าสู่ตลาดภูมิภาค ประกอบกับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในไทยพลอยฟื้นและได้อานิสงส์ไปด้วยถ้า ผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย จะลองพิจารณาแนวทางกองทุน เงินออมเด็กแรกเกิด ผมเชื่อว่าภาพลักษณ์รัฐบาลจะดูสมาร์ทขึ้นทันที และจะเป็นโอกาสขยายฐานเสียงครั้งสำคัญ ชนชั้นกลางที่เป็นจุดบอดมาตลอด จะหันมาเทใจให้พรรคสีน้ำเงินเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีฐานหลักเฉพาะ ชนชั้นรากหญ้า กับ ชนชั้นอีลิตกองทุนดังกล่าวแจกเงินให้เด็กทุกคน ไม่แบ่งแยกรวยจน แก้ความเหลื่อมล้ำ ช่วยเรื่องการศึกษา ฝึกการออมและการลงทุน แถมกระตุ้นตลาดทุนให้คึกคักลงทุนเพื่ออนาคตเด็กไทย ผมรับรองไม่มีพรรคไหนคัดค้าน แน่นอน.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม