จับเพิ่มอีกราย “หนุ่มพะเยา” เพื่อนคู่หูหนุ่มม้งเมืองน่าน เครือข่ายส่งเฮโรอีนคดีแอร์มีนา อ้างรับฝากถุงดำใส่กระเป๋าผ้าลาย ช้างไทยซุกซ่อนยาเสพติด 6 ใบ แต่ผวาความผิดรีบกรีดกระเป๋าทำลายหลักฐาน เทผงขาวลงโถส้วม ขณะที่ ตร.หิ้วตัวไปดูจุดทิ้งกระเป๋าผ้า ริมถนน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา พบหลักฐานครบ เตรียมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ ด้าน ผบ.ตร. สั่งยกระดับปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ สืบสวนขยายผลแบบไร้รอยต่อ ย้ำกัดไม่ปล่อย ล่าทั้งขบวนการคดีแอร์โฮสเตสขนยาเสพติดข้ามชาติความคืบหน้าการขยายผลคดี “น.ส.มีนา” แอร์โฮสเตสสายการบินไทย ถูกตำรวจออสเตรเลียจับกุมขณะนำเฮโรอีนที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้าที่รับจ้างหิ้วจากไทย เข้าประเทศออสเตรีย เมื่อช่วงปลาย มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยตำรวจไทยสามารถจับกุมนายอุทัย คณาภิวัฒน์ หนุ่มม้ง ที่นำกล่องใส่กระเป๋าผ้าซุกเฮโรอีน มาส่งให้ที่คอนโดฯ ย่านบางนาล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ก.ค. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สนง. ผบ.ตร. แถลงผลชุดสืบสวน บช.น. นำโดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. จับกุมนายนันทวัฒน์ ยิ่งพัฒนาวงศ์ อายุ 47 ปี ชาว จ.พะเยา ข้อหาร่วมกัน จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า พร้อมของกลางเศษกระเป๋าผ้า ลายช้างไทย จำนวน 7 ใบ และเศษผงสีขาวที่สกัดได้ จากซับในกระเป๋า บรรจุในถุงพลาสติกใสจำนวน 2 ถุง น้ำหนักรวมถุงละ 0.4 กรัม ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นยืนยันว่าเป็นเฮโรอีนสืบเนื่องจากชุดคลี่คลายคดีสืบสวนสอบสวนขยายผลหลังจับกุมนายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี ชาวเผ่าม้ง จ.น่าน ชายใส่เสื้อแจ็กเกตใส่ฮูดสีน้ำเงินคลุมหัวที่นำกล่องพัสดุใส่กระเป๋าผ้าซุกเฮโรอีนไปส่ง แอร์มีนาที่คอนโดฯ ย่านบางนา กทม. โดยนายนันทวัฒน์ เป็นเพื่อนของนายอุทัย ได้ร่วมกันทำลายหลักฐาน นำกระเป๋าผ้าซุกเฮโรอีนไปทิ้งตามจุดต่างๆ หลังรู้ ข่าวว่าแอร์สาวถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมนายนันทวัฒนได้ในพื้นที่ อ.พระนคร ศรีอยุธยา และนำตัวไปตรวจค้นห้องพักในหอพักแห่งหนึ่งใน ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนคร ศรีอยุธยา และจุดต่างๆที่นำกระเป๋าซุกเฮโรอีนไปทิ้ง ทำลายหลักฐานจากการสอบสวนนายนันทวัฒน์รับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ได้รับฝากถุงดำภายในมีกระเป๋าผ้าลายช้างไทยซุกซ่อนยาเสพติด จำนวน 6 ใบ มาจากนายอุทัย เมื่อทราบข่าวว่าแอร์โฮสเตสสาวถูกจับกุมที่ออสเตรเลีย ตนเกิดความกลัวได้ติดต่อไปหานายอุทัย ทางปลายทางบอก “ให้จัดการอย่างไรก็ได้” จึงตัดสินใจใช้มีดกรีดทำลายกระเป๋าผ้าทั้งหมดแล้ว นำผงเฮโรอีนที่อยู่ข้างในไปเททิ้งลงชักโครกภายในห้องพัก เพื่อทำลายหลักฐาน จากนั้นได้นำเศษกระเป๋า ผ้าและหูหิ้วแยกใส่ถุงดำขับรถตระเวนไปโยนทิ้งตามจุดต่างๆในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาจากนั้น พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. คุมตัวนายนันทวัฒน์ ไปชี้จุดทิ้งทำลายหลักฐาน จุดสำคัญบริเวณริมถนนหมายเลข 4040 ต.จำปา อ.ท่าเรือ พบถุงดำที่ภายในมีเศษกระเป๋าผ้าลายช้างไทย หลงเหลืออยู่จริง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บหลักฐานผงสีขาวที่ติดค้างอยู่ตามเศษผ้า นำมาตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าเป็นสารเฮโรอีน ชุดจับกุมได้บันทึกจับกุมและนำตัวนายนันทวัฒน์ส่งพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเตรียม ขยายผลผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีต่อไปด้าน พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผู้บัญชาการ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า เบื้องต้นจาก การสอบปากคำนายอุทัยให้การรับสารภาพ และขณะนี้ ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบ ปรามยาเสพติดแล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล บช.ปส.จะนำตัวไปฝากขังในวันที่ 6 ก.ค.นี้ต่อมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้ การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเป็นระบบตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์อำนวย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) ยกระดับการดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมุ่งเป้าการสืบสวนไปยังผู้บงการ นายทุน และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เพียงผู้ทำหน้าที่ลำเลียงยาเสพติดพล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ได้เน้นย้ำสั่งการให้หน่วยต่างๆเร่งรัดสืบสวนขยายผลเครือข่ายรายใหญ่ โดยเฉพาะขบวนการลำเลียงจากแนวชายแดนสู่พื้นที่ตอนใน ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เดินหน้า “กดดันทุกมิติ” ทั้งสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้นการลักลอบลำเลียง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และลดผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐานการทำงานอย่างมืออาชีพ โปร่งใส ยึดกฎหมายเป็นหลักพล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดคดีลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งมีแอร์โฮสเตสไทยถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย ได้ยกระดับคดีเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง สามารถจับกุมผู้ต้องหามือแพ็กยาเสพติด พร้อมขยายผลสืบสวนทราบว่ารับกระเป๋าบรรจุยาเสพติดที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ก่อนนำมาพักเก็บไว้ในห้องพัก จ.พระนคร ศรีอยุธยา จากการตรวจค้นห้องพักพบของกลางกระเป๋าลายช้างและคราบเฮโรอีน ซึ่งจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนขยายผลต่อเนื่องถึงผู้ว่าจ้าง และผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ จากแนวทางการสืบสวนพบว่า คดีดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ จึงเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหา “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับคดีดังกล่าวของสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด ล่าสุด AFP ระบุว่า ปัจจุบันของกลางที่ตรวจยึดทั้งหมดอยู่ระหว่างการส่งตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันน้ำหนักสุทธิ และจัดทำรายงานผลการตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ด้านการสืบสวนขยายผลแบบไร้รอยต่อนี้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับขีดความสามารถในการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เน้นการขยายผลแบบกัดไม่ปล่อย โดยไม่จบแค่การจับกุมผู้กระทำผิดซึ่งหน้า เช่น จับแอร์โฮสเตส หรือจับยาเสพติดลอตแรก แต่ตำรวจมีการตั้งคณะทำงาน บูรณาการหลายภาคส่วน อาทิ ศอ.ปส.ตร.กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล สาวไปถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ยุทธศาสตร์นี้เป็นการรุกฆาตเครือข่ายอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ โดยใช้การบูรณาการข้อมูลข่าวกรอง พยานหลักฐาน การวิเคราะห์เส้นทางการเงิน การพิสูจน์หลักฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้แพ็ก ผู้ลำเลียง ผู้ประสานงาน ไปจนถึงผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า การสืบสวนคดีนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ทั้งการขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการในประเทศไทยและต่างประเทศ การติดตามเส้นทางการเงิน รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตามพยานหลักฐาน โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่