ท่ามกลางบรรยากาศชุ่มฉ่ำของ “เทศกาลสงกรานต์” วันที่ 13 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ “วันปีใหม่ไทย” แต่ยังเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ทว่าในเงามืดของความสุขกลับมีกลุ่มคน “ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ” กว่า 100,000 ชีวิต ที่ถูกลืมเลือนอยู่ชายขอบสิทธิและสวัสดิการ...เพียงเพราะไร้ “บัตรประชาชนไทย” ใบเดียว สะท้อนความร่วงโรยที่ไร้สวัสดิการ...เมื่อ “สิทธิ” มาไม่ถึง “สังขาร”ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” โดยมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ถึง 20% ของประชากร แต่สำหรับกลุ่ม ชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ในพื้นที่ห่างไกล คำนิยามของ “ผู้สูงอายุ” ตาม พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ กลับมีกำแพงที่ชื่อว่า “สัญชาติไทย” กั้นขวางอยู่ผู้เฒ่าเหล่านี้คือ “กลุ่มที่เปราะบางที่สุด” หลายคนอยู่มานานกว่า 40-60 ปี กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับแผ่นดินไทย มีลูกหลานเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แต่ตัวคุณตาคุณยายเองกลับยังถูกตีตราเป็น “คนต่างด้าว” ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ ไม่ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่ร่างกายโรยราและไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้คล่องแคล่วนักหากมองในมิติมหาอำนาจทางวัฒนธรรม ผู้เฒ่าเหล่านี้คือ “คลังสมรภูมิแห่งปัญญา” ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้ประเทศมหาศาล...ไทลื้อ เชียงของ ภูมิปัญญาผ้าซิ่นลวดลายเอกลักษณ์ สินค้า OTOP ชื่อดัง...ไทยใหญ่ ศิลปะการฟ้อนโต และเมนู “ข้าวแรมฟืน” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอาข่า ลีซู ลาหู่ ปกาเกอญอ ศาสตร์แห่งสมุนไพร การ รักษาโรคและประเพณีโล้ชิงช้า...“สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงาม แต่ความงามนี้กลับสร้างขึ้นบนหยาดเหงื่อของคนที่ยังไม่มีตัวตนในทางกฎหมาย”เงื่อนปัญหาสำคัญนี้ ส่งผลผู้สูงอายุไร้สัญชาติจึงไม่ได้รับคุ้มครองทางสังคมและสวัสดิการทั้งปวงตาม พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ เตือนใจ (กุญชร ณ อยุธยา) ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” ขอเสนอให้ รัฐบาลกำหนดนโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่เป็นชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ 19 กลุ่มตอกย้ำ...กลุ่มที่ประสบปัญหามากกลุ่มแรกคือ กลุ่มที่เดินทางเข้ามามีภูมิลำเนาในประเทศไทยนาน 40 ปีขึ้นไปไม่เคยมีสัญชาติของประเทศใดในโลกนี้ ดำเนินชีวิตกลมกลืนกับสังคมไทย มีลูกหลานเป็นบุคคลสัญชาติไทย ไม่มีจุดเกาะเกี่ยว ไม่มีความสัมพันธ์กับประเทศต้นทางเดิมแล้ว“รัฐบาลไทยมีนโยบายให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติกลุ่มนี้ถือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เป็นผู้เข้าเมือง ถูกกฎหมายเหมือนได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ถาวร แต่ยังมี สถานะเป็นคนต่างด้าว เป็นคนไร้สัญชาติ...กลุ่มนี้มีจำนวน ราว 48,000 คน”หัวใจสำคัญของปัญหาคือ “กระบวนการแปลงสัญชาติ” ตามมาตรา 10 ที่เปรียบเสมือนเขาวงกต...ขั้นตอนมหาโหด ต้อง ผ่านถึง 14 ขั้นตอน ตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงประกาศราชกิจจานุเบกษา... หน่วยงานรุมทึ้ง ต้องผ่านการตรวจสอบจากกว่า 10 หน่วยงาน (ความมั่นคง, ป.ป.ส., ตม. ฯลฯ)บทเรียนจากมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) พบว่า ขนาดติดตามใกล้ชิดยังใช้เวลาเร็วที่สุด 2 ปี แต่โดยทั่วไป อาจนานกว่า 10 ปี ซ้ำร้าย เมื่อเกิดปัญหา “ทุนจีนเทา” กฎเหล็ก จากส่วนกลาง กลับถูกรัดกุมจนส่งผลกระทบต่อผู้เฒ่าชาติพันธุ์ที่รอคิวอยู่กลายเป็นว่า “คนดี” ต้องรับกรรมจากกระบวนการที่ล่าช้าและเข้มงวดผิดฝาผิดตัวพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่มผู้เฒ่า” ที่ถือบัตรเลข 6 และบัตร 0 (89) ที่ได้สิทธิ์ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติตามมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 และได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้วควรยื่นขอแปลงสัญชาติได้โดยไม่ต้องรออีก 5 ปีผู้เฒ่ากลุ่มนี้มีภูมิลำเนาต่อเนื่องในไทยเกิน 30 ปีแล้ว กลมกลืนกับสังคมไทยแล้วไม่มีประเทศต้นทางที่จะกลับไป ไม่เคย มีสัญชาติของประเทศใด ครูแดง เห็นว่าผู้เฒ่าทั้ง 2 กลุ่ม อยู่ใน กระบวนการแปลงสัญชาติ แม้ไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่เข้ามามี ภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่เป็นเด็กหรือ...ตั้งแต่เป็นหนุ่มรวม 30 ถึง 60 ปี แล้วมีความจงรักภักดีแลตอบแทนคุณของประเทศตลอดมา ท่านเหล่านี้ควรได้รับการ รับรองสัญชาติไทยด้วยนโยบายพิเศษที่ไม่ใช่การแปลงสัญชาติเพราะผู้เฒ่าเหล่านี้ไม่เคยมีสัญชาติของประเทศใดมาก่อน ควรได้สัญชาติไทยเป็นกรณีพิเศษโดยกำหนดเป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรี ยุคท่านนายกรัฐมนตรีท่านอนุทิน ชาญวีรกูล...เป็นนโยบายที่งดงามด้วยหลักเมตตาธรรม หลักมนุษยธรรมและสิทธิ มนุษยชนให้เหมาะกับการเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ของประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล จะต้อง ตัดสินใจด้วยหลักรัฐศาสตร์และมนุษยธรรม เพิ่มทางลัดสัญชาติกำหนดนโยบายพิเศษให้ผู้เฒ่าที่ถือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรมานาน เหล่านี้ โดยไม่ต้องรอขั้นตอนแปลงสัญชาติที่กินเวลานานแยกกลุ่มพิจารณา “ผู้เฒ่าชาติพันธุ์” ออกจากชาวต่างชาติทั่วไป และ...รื้อระบบดุลพินิจ แก้ไขปัญหาการบันทึกสถานที่ เกิดผิดในทะเบียนประวัติ (ทร.ชข.) ซึ่งนายอำเภอมักไม่กล้าใช้ ดุลพินิจแก้ไขให้ แม้มีคำสั่งจากกรมการปกครองแล้วก็ตามย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยทรง มีพระราชดำรัสอันซึ้งกินใจว่า “...หากมีคนอยู่ในเมืองไทยและมีความน้อยใจมาก ไม่มีใครเอาใจใส่ ก็จะทำให้ความมั่นคงของ ประเทศด้อยไป”“สงกรานต์” ปีนี้หากรัฐบาลสามารถมอบของขวัญเป็น การรับรองความเป็นพลเมืองไทยให้ผู้เฒ่าไร้รัฐเหล่านี้ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างความมั่นคงให้ชาติ แต่ยัง เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม