คณะกรรมการพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีกักตุนน้ำมันช่วงวิกฤติตะวันออกกลางเป็นคดีพิเศษ ชี้เข้าข่ายกระทำเป็นขบวนการ กักตุนน้ำมันเพื่อค้ากำไร “อนุทิน” โยนกระทรวงพลังงานตอบปมโรงกลั่นเอกชนจ่อฟ้องรัฐบีบลดค่าการกลั่น 2 บาท-เรือไทยขนน้ำมันผ่านช่องแคบ “ฮอร์มุซ” จอดแวะถ่ายน้ำมันกว่า 7 หมื่นล้านลิตรให้สิงคโปร์ก่อนเข้าไทย ตามกฎหมายทำได้หรือไม่ บริษัท SPRC โต้ข่าวจ่อฟ้องรัฐบีบลดค่ากลั่น ยืนยันให้ความร่วมมือต่อเนื่อง ด้าน “บิ๊กบางจาก” แจงเหตุติดภารกิจไม่เข้าหารือ “เอกนัฏ” ลดค่ากลั่นพร้อมเข้าชี้แจงภายหลัง ขณะที่ ปตท.แถลงย้ำน้ำมันไม่ขาด นำเข้าจากแหล่งอื่นแทนตะวันออกกลางผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ ส่งผลให้การจัดส่งน้ำมันยังหยุดชะงักราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาขึ้นตามต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ภาคการขนส่ง เกษตรกร โดนพิษน้ำมันแพงจนไปต่อแทบไม่ไหว ในขณะที่ภาครัฐเดินหน้าแก้ปัญหาและเร่งตรวจสอบเอาผิดกักตุนน้ำมัน“อนุทิน” ไม่ตอบโรงกลั่นจ่อฟ้องเวลา 12.59 น.วันที่ 9 เม.ย. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว. มหาดไทย ตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีบริษัทเอกชนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาล หลังออกประกาศลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล 2 บาท ว่าขอให้ไปถามนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เมื่อถามว่านายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงถึงกรณีเรือขนส่งน้ำมันของไทยแวะขนถ่ายน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์กว่า 70,000 ล้านลิตรก่อนเข้าไทย นายอนุทินเลี่ยงตอบอีกเช่นกัน โดยบอกให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้ชี้แจง และไม่ตอบคำถามว่าตามหลักกฎหมายสามารถทำได้หรือไม่ปชป.บี้ชี้แจงเรือน้ำมันแวะสิงคโปร์นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบระบบ ship Track พบมีเรือหนึ่งลำบรรทุกน้ำมันกว่า 180,000 ล้านลิตร ได้แวะจอดที่สิงคโปร์ มีการส่งน้ำมันออกไป 70,000 ล้านลิตร เมื่อมาถึงไทยวันที่ 8 เม.ย.เหลือน้ำมัน 110,000 ล้านลิตร แม้ทราบว่าบางจากจำหน่ายน้ำมันให้กับสิงคโปร์ได้ แต่สิ่งที่สงสัยคือรัฐบาลแถลงว่าเรือทั้ง 2 ลำ รัฐบาลไทยเป็นผู้เจรจาให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทำไมเรือ 1 ใน 2 ลำถึงวิ่งเข้าสิงคโปร์ก่อนมาไทย ขอให้รัฐบาลชี้แจงตามหลักกฎหมายทำได้หรือไม่ โดยหลักการเจรจาน้ำมันต้องเข้าไทยทั้งหมดหรือไม่ หากเจรจาแล้วไปแบ่งขายสิงคโปร์ก็แค่ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ“สีหศักดิ์” ยันเรือน้ำมันต้องมาไทยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตเรือขนน้ำมันไทยแอบแวะส่งน้ำมันให้กับสิงคโปร์ว่าตนไม่ทราบ เรื่องนี้สำคัญ เราต้องยืนยันว่าเรือจะต้องเดินทางมาไทยเท่านั้น เพราะขอในนามประเทศไทย เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่บริษัทของเรือดังกล่าวจะแวะส่งน้ำมันให้สิงคโปร์ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของบริษัทเอกชน แต่ตามความเข้าใจเรือขนของของไทยต้องมาไทย ส่วนความคืบหน้าการเจรจาซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย กระทรวงพลังงานและ ปตท. เป็นผู้พิจารณา ในหลักการเขาสามารถขายให้เราได้ แต่จะทำหรือไม่นั้นอยู่ที่รายละเอียดระหว่างกระทรวงพลังงานและ ปตท.ไปพูดคุย เนื่องจากต้องพิจารณาว่าเหมาะสมกับโรงกลั่นของไทยหรือไม่ รวมถึงมีปัญหาการจ่ายเงินผ่านระบบแบงกิ้งซึ่งต้องระวัง เพราะการจ่ายเงินแบบนี้อาจทำให้ถูกคว่ำบาตรและการโอนเงินยังมีข้อติดขัด“บิ๊กบางจาก” เผยเหตุไม่ไปตามนัดวันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารของบริษัทเข้าไปพบนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ตามคำเชิญหารือเรื่องค่าการกลั่นว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ แต่ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ของบริษัทไปร่วมหารือ หลังจากนี้จะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่าตนติดภารกิจจึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือตามนัดหมายอ้อมแอ้มตอบลดค่ากลั่น 2 บาทนายชัยวัฒน์กล่าวว่า หากถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นน้ำมัน 2 บาทตามนโยบายของ รมว.พลังงาน ขอยืนยันว่าประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นไม่เคยเกิดขึ้นอีก จึงหมายความว่าประเทศไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ปัญหาพลังงานได้ค่อนข้างเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ตนมองว่ามาตรการต่างๆที่ภาครัฐประกาศออกมาเพื่อแก้ไขปัญหา เป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาดน้ำมันเสรีเชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ในหลายประเทศก็มีกระบวนการปันส่วนน้ำมันหากเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง แต่ขณะนี้ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้อย่างพอเพียง อีกทั้งราคาขายปลีกค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนไม่จ่ายค่าผ่านช่องแคบ “ฮอร์มุซ”นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเดินทางถึงท่าเรือโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาด้วยความปลอดภัย เกิดจากการทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ของบริษัทไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยและ รมว.ต่างประเทศทำหนังสือไปยังสถานทูตอิหร่านในไทยและเชิญทูตอิหร่านไปพบในวันที่ 19 มี.ค. หลังจากนั้นทูตอิหร่านหารือไปยังรัฐบาลอิหร่านร่วมกับรัฐบาลโอมาน วันที่ 23 มี.ค.บริษัทได้รับแจ้งว่าเรือน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัย ยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้กับรัฐบาลอิหร่าน กลุ่มบางจากได้ปรับตัวจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง ทั้งจากแอฟริกาตะวันตก และสหรัฐฯมีการนำเข้าจากตะวันออกกลางเพียง 15% ปัจจุบันโรงกลั่นในกลุ่มบางจากทั้ง 2 โรงเดินเครื่องกลั่นเกิน 100% รวมอยู่ ที่ 290,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามอยู่ที่ 260,000 บาร์เรลต่อวันSPRC โต้ข่าวฟ้องลดค่ากลั่นทางด้าน บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันใน จ.ระยอง ได้ออกหนังสือชี้แจงไปยังสื่อมวลชน โดยระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน บริษัทไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใดยืนยันให้ความร่วมมือต่อเนื่องในหนังสือระบุด้วยว่าบริษัทยืนยันได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทดำเนินงาน ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ขอเน้นย้ำว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องปตท.แถลงย้ำน้ำมันไม่ขาดขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท.ได้ปรับแผนการจัดหา การผลิต และการกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลาง ที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐฯ บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนมาก ปตท.ยังเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและได้เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลนรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษเวลา 16.00 น.ที่กระทรวงยุติธรรม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2569 เป็นต้นไปจนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งจะสงบ โดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และมารายงานให้ที่ประชุมทราบมีลักษณะทำเป็นขบวนการพ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า ที่ประชุมมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมัน ที่เป็นความผิดอาญาอันเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และต้องเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 รวมทั้งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยจะต้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการ หรือมีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรม และได้กำหนดระยะเวลาการกระทำผิดตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เป็นต้นไป จนกว่าความขัดแย้งของภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ หลังจากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาคี เพื่อร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะได้ดำเนินการแม้ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ก็ต้องดำเนินการกับทุกคนพฤติการณ์ความผิดชัดเจนสำหรับพฤติการณ์ทางคดีที่จะสอบสวน พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า เริ่มต้นจากจุดเกิดเหตุที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่พบมูลว่าต้องรับเป็นคดีพิเศษและที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษได้ให้มติครอบคลุมถึงลักษณะหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นต้องเป็นความผิดทางอาญา ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ว่ากฎหมายฉบับใด หรือแม้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ หากเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงย่อมครอบคลุมทั้งหมด และต้องกำหนดพฤติการณ์ว่าต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 หรือแม้ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันก็ตาม หากมีความซับซ้อนและก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ส่วนนี้ก็เข้าครอบคลุมไปด้วย อาทิ น้ำมันที่หายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี 57 ล้านลิตร และกรณีบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี เพราะล้วนเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงหลายจังหวัดจ่อเข้าข่ายในกรณีเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายจังหวัด ภายหลังจากที่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษได้มีมติวันนี้คงต้องไปพิจารณาว่ากรณีต่างๆนี้เข้าข่ายกับมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ จึงยังอยู่ระหว่างต้องไปพิจารณาต่อไป แต่ยืนยันว่ามีโอกาสที่จะรับเข้ามาในสำนวนคดีพิเศษด้วย และอาจรวมถึงสำนวนคดีของพื้นที่จังหวัดอ่างทองด้วย สามารถส่งมาให้พิจารณาได้ โดยเคสที่ จ.สุราษฎร์ธานี คือจุดเริ่มต้นที่เรานำมาเสนอบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ เพราะเราเจอความผิดปกติจากที่หลายหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายการปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการส่งมอบ ซึ่งล้วนเป็นความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ที่ประชุมอยากให้ครอบคลุมเรื่องคดีน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดในห้วงระยะเวลานี้ ขั้นตอนหลังจากแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว จะออกหมายเรียกพยานแก่ผู้เกี่ยวข้องให้เข้ามาชี้แจงต่อไปพบความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือพ.ต.ต.ยุทธนากล่าวอีกว่า จำนวนเที่ยวเรือและจำนวนลำเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีน้ำมันหายกลางทะเล 57 ล้านลิตร พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ข้อมูลมาบางส่วนแล้ว เบื้องต้นพบความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ จาก 99 เที่ยวเรือ แต่ชื่อบริษัทของเรือที่เกี่ยวข้องต้องขอสงวนไว้ก่อน ในจำนวน 24 เที่ยวเรือ พบความผิดปกติในลักษณะการล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ มีปริมาณน้ำมันมาเกี่ยวข้องประมาณ 60 ล้านลิตร แต่ยังไม่ใช่กรณีน้ำมันหาย เพียงแต่พบความผิดปกติเท่านั้น ส่วนจำนวน 24 เที่ยวเรือ จะมีเรือมาเกี่ยวข้องกี่ลำนั้น อาจไม่ถึง 24 ลำ เพราะเรือวิ่งหลายเที่ยว จึงอาจไม่ถึง 24 ลำ โดย 24 เที่ยวเรือที่พบความผิดปกติตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. แต่หลังจากนี้ต้องไปขยายผลว่า 24 เที่ยวเรือนี้จะเป็นเรือของบริษัทใดบ้าง และกี่บริษัท แต่ยืนยันว่ามีหลายบริษัท แต่ไม่ถึง 10 บริษัท ส่วนปลายทางของน้ำมันเหล่านี้จะไปที่ใด ต้องนำตัวเลขไปตรวจสอบคู่ขนานก่อน สำหรับกรณีที่พบความผิดปกติของ 24 เที่ยวเรือขนส่งน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี หาก ศรชล.จะร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอก็สามารถดำเนินการได้เชียงใหม่ตรวจสอบราคาหน้าปั๊มผู้สื่อข่าวรายงานหลังมีการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลงลิตรละ 2.14 บาท ตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 9 เม.ย. ตามปั๊มต่างๆ มีประชาชนทยอยนำรถเติมน้ำมัน ที่ จ.เชียงใหม่ นางสายธาร ประสงค์ความดี พลังงานจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบราคาน้ำมันในสถานีบริการน้ำมันต่างๆ นางสายธารเผยว่า หลังประกาศปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มทั้งชนิด B0 B7 และ B20 ได้ปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน จากการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักครอบคลุมในหลายพื้นที่ทั้ง อ.เมือง อ.หางดง อ.สารภี และ อ.สันกำแพง ทุกปั๊มปรับลดราคาดีเซลครบทุกประเภทตามที่กำหนด มีการแสดงราคาชัดเจนทั้งบริเวณหน้าปั๊มและตู้จ่ายน้ำมันลดดีเซลแล้ว ขอเบนซินด้วยนายรวยชัย กิตติพรหมวงศ์ กรรมการหอการค้าจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า รัฐบาลควรพิจารณาลดราคาน้ำมันเบนซินควบคู่กันด้วย เนื่องจากประชาชนต้องใช้น้ำมันเบนซินในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ทางการเกษตร เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นยา และเครื่องสูบน้ำ ส่วนใหญ่ใช้เบนซินหรือแก๊สโซฮอล์ หากราคาเบนซินยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการทำงานและค่าครองชีพของประชาชนจะเพิ่มขึ้น เมื่อสามารถลดราคาดีเซลได้ก็ขอให้ลดราคาเบนซินเพื่อบรรเทาภาระประชาชนอย่างทั่วถึงอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่