โศกนาฏกรรมเหตุการณ์ไฟไหม้ สถานบันเทิง ในประเทศไทยเป็นประเด็นที่ซ้ำรอยเดิมมาอย่างยาวนาน พลิกแฟ้มข้อมูลวิเคราะห์เปรียบเทียบและสรุปสาเหตุจากอดีตถึงปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา “จุดร่วมแห่งหายนะ” คือ...วัสดุตกแต่งไวไฟ, ทางหนีไฟที่ไร้ประสิทธิภาพโครงสร้างอาคารและการบริหารจัดการ...สถานประกอบการหลายแห่งจดทะเบียนเป็น “ร้านอาหาร” แต่เปิดดำเนินกิจการในลักษณะ “สถานบันเทิงกึ่งผับ” เพื่อเลี่ยงกฎหมายสถานบริการที่เข้มงวดกว่า ส่งผลให้มาตรฐานความปลอดภัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดในเหตุการณ์ล่าสุดที่ลาดพร้าว มีข้อสันนิษฐานถึงการเกิด “Backdraft” หรือการระเบิดของแก๊สที่สะสมในพื้นที่ปิด เมื่อออกซิเจนไหลเข้าสู่พื้นที่ทันทีที่ประตูเปิดออก ทำให้เปลวไฟพุ่งเข้าหาผู้หนีตายอย่างรุนแรงประเด็นสำคัญมีว่า “โศกนาฏกรรม” เหล่านี้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็น “ความตายที่ป้องกันได้”หากผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับ “ชีวิตลูกค้า” เหนือ “ผลกำไร” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคาร (พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร) และกฎหมายสถานบริการอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะการตรวจสอบวัสดุตกแต่งและการทดสอบระบบอพยพที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจเอกสารเชิงธุรการเท่านั้น“วัสดุภายในที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี” นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสรุปปัจจัยหลัก ย้ำว่า สถานบันเทิงส่วนใหญ่มักบุผนังและฝ้าด้วยพอลิยูรีเทนหรือวัสดุซับเสียงที่ติดไฟง่าย เมื่อสัมผัสกับประกายไฟจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวที่ลุกไหม้และหยดลงมา พร้อมปล่อย...ก๊าซพิษซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักก่อนที่ไฟจะคลอกถึงตัวเสียอีก“ในพื้นที่ปิดที่มีการระบายอากาศจำกัด ความร้อนที่สะสมบนเพดานจะแผ่รังสีลงมาจนวัตถุทุกอย่างในห้องถึงจุดติดไฟพร้อมกันภายในเวลาไม่กี่นาที ทำให้ผู้ที่อยู่ภายในไม่มีโอกาสหนี” ความบกพร่องของระบบป้องกันและทางหนีไฟ นอกจากขาดระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติที่ช่วยหน่วงเวลาไฟลุกลาม...ทางหนีไฟมักถูกปิดตายหรือมีสิ่งของกีดขวาง...นักท่องเที่ยวไม่คุ้นเคยกับเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่ประตูหลักที่เดินเข้ามา“พฤติกรรมมนุษย์ในช่วงวินาทีแรก ผู้คนมักคิดว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของโชว์? ทำให้เสียเวลาหนีประกอบกับการมึนเมาที่ทำให้การตัดสินใจช้าลงและเกิดความตื่นตระหนกจนหลงทางไปที่ห้องน้ำหรือมุมอับ?”หากเรามองย้อนกลับไป เหตุการณ์เหล่านี้คือ “จุดที่กฎหมายและจิตสำนึกเดินสวนทางกัน” ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย...คือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เช่น แผ่นดินไหวรุนแรงจนอาคารที่สร้างถูกต้องตามมาตรฐานถล่มลงมา เราเรียกว่า “ควบคุมไม่ได้”แต่โศกนาฏกรรมเหล่านี้ คือ “การจงใจตัดวงจรความปลอดภัยทิ้ง” เหมือนการขับรถที่ตัดเบรกออก แล้วบอกว่า“โชคร้ายจังที่เบรกแตก” ทั้งที่จริงๆแล้วเราถอดมันออกเองตั้งแต่แรกถ้าเจ้าของร้าน “ไม่” ติดโฟมไวไฟ...ไฟไม่ลามเร็วขนาดนี้ ถ้าเจ้าของร้าน “ไม่” ล็อกประตูหนีไฟ...คนไม่ไปอัดกันตายที่ห้องน้ำถ้าเจ้าของร้าน “ไม่” อัดคนเกินจำนวน...ทุกคนยังมีพื้นที่หายใจและหนีออกมาได้?ปุจฉา?...ประเทศไทยมีกฎหมายที่เข้มงวดสำหรับ “สถาน บริการ” เช่น ผับ บาร์ ต้องมีระบบดับเพลิง ต้องมีการตรวจอาคาร แต่บรรดา “ร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิง” มักจะใช้ช่องโหว่นี้ในการจดทะเบียน เป็นแค่ “ร้านอาหาร” เพื่อหนีการตรวจสอบที่เข้มข้นเปรียบเหมือนคุณขับรถแข่งที่วิ่งเร็วเกินกำหนด แต่คุณเอาป้ายทะเบียนรถบ้านไปติด เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกตรวจสภาพรถแบบรถแข่ง ทั้งที่ความเป็นจริงคุณเหยียบมิดไมล์และเสี่ยงอันตรายเท่ากันผลก็คือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบความปลอดภัยของรถบ้านมันรับแรงกระแทกไม่ได้ สุดท้าย...คนที่จ่ายเงินมาเพื่อความสุข กลับกลายเป็นผู้รับกรรมแทนผู้ประกอบการที่มักง่ายหัวใจสำคัญ “เราต้องเลิกมองว่าคือโชคร้าย”“ความตายที่เกิดขึ้นในซานติก้า, เมาน์เทน บี หรือล่าสุดที่ลาดพร้าว คือผลของการเลือก...เลือกประหยัดค่าโฟมกันไฟ แล้วไปแลกกับชีวิตลูกค้า...เลือกพื้นที่ขายของให้ได้มากที่สุด แล้วไปอุดทางหนีไฟ...เลือกกำไรระยะสั้น แล้วไปแลกกับหายนะระยะยาว”หากความตายในสถานบันเทิงคือ “อุบัติเหตุ” สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราหลายต่อหลายครั้งกลับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “ความตายที่ถูกออกแบบมาด้วยลายเซ็นแห่งความมักง่าย” หรือไม่? เมื่อคำว่า “กฎหมาย” กลายเป็นเพียงก้อนหินที่ผู้ประกอบการหัวใสพยายามเดินหลบเลี่ยงด้วยการ “เลี่ยงบาลี”...จดทะเบียนเป็นร้านอาหารเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าและลดมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่า...ชีวิตของลูกค้าที่ก้าวเข้าไปจ่ายเงินค่าเครื่องดื่ม จึงไม่ได้กลายเป็นเพียง “แขก”แต่กลายเป็น “ตัวประกัน” ของความโลภที่ซ่อนอยู่ภายใต้นามบัตรธุรกิจหรือเปล่า?น่าเศร้าที่คนเหล่านี้เลือกใช้ช่องโหว่เหล่านี้มาเป็นเกราะกำบัง แทนที่จะใช้มาตรฐานวิศวกรรมมาเป็นเกราะป้องกันการบอกว่า “ผมเป็นแค่ร้านอาหาร” ในขณะที่เปิดเพลงกระหึ่ม มีแสงสี มีการแสดงสดและอัดแน่นด้วยผู้คนจนหายใจไม่ออก คือการโกหกตัวเองและโกหกสังคมอย่างหน้าไม่อาย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม