กทม.สั่ง 50 สำนักงานเขตปูพรมตรวจร้านเหล้า 919 แห่ง ให้เสร็จสิ้นใน 1 เดือน เน้นตรวจระบบไฟ ทางหนีไฟ และโครงสร้างอาคาร รวมเพิ่มฟีเจอร์บน Traffy Fondue ให้ประชาชนถ่ายภาพและพิกัดแจ้งจุดอันตรายตลอด 24 ชม. โว เปิดแค่วันเดียว ประชาชนแจ้งเบาะแสแล้วกว่า 30 แห่ง ขณะที่ คปภ.ระบุยอดเสียชีวิต 33 ราย ยืนยันตัวตนได้แล้ว 28 ราย เบื้องต้นพบ 11 ราย มีประกันภัย สั่งประสานออกเช็คจ่ายเงินชดเชยทันที ส่วนร้านต้นเพลิงมีประกันอัคคีภัยกับทิพยประกันภัย วงเงิน 40 ล้านบาท แนะทายาทและผู้เจ็บสอบถามสิทธิได้ที่สายด่วน 1186จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ช่วงดึกวันที่ 12-13 ก.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงขณะนี้ 33 คน บาดเจ็บ 79 คน รักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วกรุงเทพมหานคร ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เรียกประชุมพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินและ บก.น.2 จ่อแจ้งข้อหาเจ้าของร้านหลายกระทง แต่ต้องรอรับอนุญาตจากทีมแพทย์ เนื่องจากอาการยังสาหัส นอกจากนี้ตรวจสอบพบทางร้านเคยติดต่อการไฟฟ้าขอเพิ่มไฟ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปติดต่อกลับบ่ายเบี่ยงไม่รับบริการ คาดต่อเติมไฟเพิ่มเองเป็นต้นเหตุไฟช็อต ส่วนการเจาะลึกเส้นเงินถึงผู้ถือหุ้น พบหุ้นส่วนลับอีก 2 คน โผล่มีเส้นเงิน พาดไปถึง เตรียมตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนเรียกตัวมาสอบสวนตามที่เสนอข่าวไปนั้นความคืบหน้าจากเหตุสยองไฟไหม้ร้านเหล้ากลางกรุง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ก.ค. ด.ต.สัญชัย กลิ่นสุดหอม สังกัด บก.จร. และ ด.ต.พฤนภา นิลพุฒิ ผบ.หมู่ งานสืบสวน สน.ศาลาแดง ผู้เสียหายและได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจากนั้น ด.ต.สัญชัยเปิดเผยว่า มาเที่ยวที่ร้านนี้บ่อย ครั้งนี้มากับ ด.ต.พฤนภาและเพื่อนรวม 3 คนนั่งอยู่ช่วงทางเดินเข้าห้องน้ำ หันหลังให้กับเวทีไม่ไกลจากประตูมากนัก ช่วงเกิดเหตุเห็นกลุ่มควันแล้วได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “ไฟไหม้” จากนั้นไฟในร้านก็ดับมืดสนิท ผู้คนพากันแตกตื่น ตนกับเพื่อนรีบวิ่งหนีเอาตัวรอด ก่อนที่เปลวไฟจะพุ่งออกมาเผาตนกับเพื่อนจนบาดเจ็บเกือบทั้งตัว คนที่อยู่ด้านในใกล้เวทีหลายคนที่วิ่งมาไม่ทัน ตนถือว่าโชคดีที่ได้รับบาดเจ็บแค่นี้ และรู้สึกเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตทุกคนด้วยมีรายงานว่ายอดผู้เสียชีวิตยังคงอยู่เท่าเดิมคือ 33 คน และญาติได้ติดต่อรับกลับไปบำเพ็ญกุศลกันหมดแล้ว รายล่าสุดคือ น.ส.เวียงพร จันดาวงศ์ หญิงชาวลาว ญาติได้ไปทำเอกสารที่ จ.ชลบุรี และ รับกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ประเทศลาวเรียบร้อยแล้วมีรายงานว่าเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) มอบหมายให้นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายและตรวจสอบ ติดตามการให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทประกันภัยในการตรวจสอบสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและทายาทผู้เสียชีวิตได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการคปภ. เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 33 ราย ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและมีข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว 28 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ตามขั้นตอน เบื้องต้นพบว่าสถานประกอบการที่เกิดเหตุได้จัดทำประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วงเงินเอาประกันภัยรวม 40 ล้านบาท ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย ทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครองประกอบด้วยอาคาร วงเงิน 25 ล้านบาท เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ วงเงิน 13 ล้านบาท และสต๊อกสินค้าและเครื่องดื่ม วงเงิน 2 ล้านบาท มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2570 สำนักงาน คปภ.ได้ประสานบริษัทผู้รับประกันภัยให้สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อประกอบการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยนอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ประสานบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมว่า มีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ประกันสุขภาพ หรือกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่นหรือไม่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรมจากการตรวจสอบผู้เสียชีวิต 33 ราย มีข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว 28 ราย พบผู้เสียชีวิต 11 ราย ที่มีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ ประกันสินเชื่อ และกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน คปภ. ได้ประสานให้บริษัทออกเช็ครอจ่ายเรียบร้อยแล้ว ขณะที่รายอื่นอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลความคุ้มครองและประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องต่อไป สำนักงาน คปภ.จะติดตามและประสานงานกับบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับผลกระทบและทายาทผู้เสียชีวิตในการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทผู้เสียชีวิตสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ LINE Official Account : @OICConnectด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เผยว่า กทม.กำลังเดินหน้าตรวจมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการทั่วกรุงเทพฯ ผู้ว่าฯ กทม. สั่งให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการ หากพบข้อบกพร่องที่แก้ไขได้จะให้ดำเนินการทันที ส่วนกรณีที่ต้องใช้เวลาปรับปรุง จะกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาที่เหมาะสม ปัจจุบันกรุงเทพฯมีสถานประกอบการลักษณะคล้ายสถานบริการที่อยู่ในฐานข้อมูล 919 แห่ง กระจายอยู่ทั้ง 50 เขต ทุกแห่งจะได้รับการตรวจภายใน 1 เดือน การประกอบกิจการประเภทนี้ ผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตตามลักษณะกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การจำหน่ายอาหาร การแสดงดนตรี หรือการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ละกิจกรรมมีเงื่อนไขและข้อกำหนดแตกต่างกัน กทม. จะตรวจสอบให้เป็นไปตามเงื่อนไขของใบอนุญาตทุกประเภท พร้อมประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบการฝ่าฝืนกฎหมายรศ.ทวิดากล่าวด้วยว่า ส่วนการเปิดให้ประชาชน ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยผ่าน Traffy Fondue ขณะนี้ได้เพิ่มเมนูสำหรับแจ้งเหตุเกี่ยวกับสถานประกอบการโดยเฉพาะ หากพบความไม่ปลอดภัย เช่น ทางหนีไฟถูกปิด ไม่มีไฟส่องสว่าง มีสิ่งกีดขวาง หรือพบอุปกรณ์ชำรุด สามารถส่งภาพและระบุตำแหน่งได้ทันที หลังเปิดระบบเพียง 1 วัน มีประชาชนแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสถานประกอบการแล้วกว่า 30 แห่ง ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ประกอบการจัดลำดับความเร่งด่วนในการลงพื้นที่ตรวจของสำนักงานเขตสำหรับ Checklist มาตรฐานใหม่ที่ กทม.จัดทำขึ้น มีความละเอียดกว่ามาตรฐานเดิม โดยกำหนดรายละเอียดด้านความปลอดภัยไว้อย่างชัดเจน เช่น ความกว้างของทางหนีไฟ ระดับความสว่าง ลักษณะประตูทางออก ระบบล็อกประตู ป้ายและสัญญาณเตือน รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยต่างๆ เพื่อให้ทุกสถานประกอบการมีมาตรฐานเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นการตรวจนำร่อง กทม.จะใช้ Checklist ฉบับนี้เป็นมาตรฐานกลางตรวจทุกพื้นที่ พร้อมส่งให้ผู้ประกอบการใช้ประเมินและปรับปรุงสถานประกอบการด้วยตนเองล่วงหน้า เพราะความปลอดภัยไม่เพียงคุ้มครองผู้ใช้บริการ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอง พร้อมกันนี้ กทม.จะจัดทำคู่มือการตรวจพร้อมภาพประกอบ ทั้งสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เข้าใจมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงจัดอบรมและชี้แจงร่วมกันระหว่างสำนักงานเขต สำนักโยธา สำนักอนามัย และสถานีดับเพลิง เพื่อให้การตรวจและการปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยกระบวนการทั้งหมดจะเริ่มดำเนินการในสัปดาห์หน้า รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวส่วนนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องขอใบอนุญาตจาก กทม. 2 ประเภท ได้แก่ 1.ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร 2.ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (กรณีมีการแสดงดนตรี) ที่ผ่านมา การตรวจส่วนใหญ่จะเน้นด้านสุขลักษณะตามกฎหมายสาธารณสุข แต่ขณะนี้ กทม.จัดทำ Checklist มาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อครอบคลุมมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น เช่น โครงสร้างอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ ระบบไฟฟ้า เบื้องต้นได้นำ Checklist ไปทดลองใช้ตรวจสถานประกอบการ 23 แห่ง และเชิญผู้ประกอบการประมาณ 10 ราย มาร่วมให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแบบตรวจให้สมบูรณ์ ก่อนใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการตรวจของทุกสำนักงานเขตด้าน พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม. ได้ตรวจนำร่องในพื้นที่เขตวัฒนา มีสถานประกอบการจำนวนมาก ใช้รูปแบบการตรวจใหม่แบบไม่แจ้งล่วงหน้า ผลตรวจพบว่า Checklist ใหม่มีรายละเอียดมากขึ้น แต่ไม่ซับซ้อน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถปฏิบัติได้ แต่ยังต้องการความเข้าใจในรายละเอียดบางประเด็น กทม.ได้ชี้แจงเพิ่มเติมแล้ว อีกประเด็นที่พบคือ ความพร้อมของผู้ประกอบการมีความแตกต่างกัน ร้านที่ลงทุนด้านระบบความปลอดภัยและมีเอกสารรับรองครบถ้วน จะผ่านการตรวจได้ง่ายกว่า ขณะที่บางแห่งผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบยังขาดความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติ ส่งผลให้การตรวจใช้เวลามากขึ้นขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เผยว่า จากการตรวจสอบร่างผู้เสียชีวิตพบว่ามีสารคาร์บอนมอนออกไซด์ (Co) และไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) อยู่ในเลือดเป็นจำนวนมาก สารทั้ง 2 ชนิด หากรวมกันจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน หากได้รับสารนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 นาที จะทำให้เสียชีวิต ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้รับสารดังกล่าวจากการสูดดม ไม่ได้รับประทานหรือบริโภคเข้าไป ทำให้ขาดอากาศเสียชีวิต ต้องไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้เกิดขึ้นจากการเผาไหม้สิ่งใดในร้านที่เกิดเหตุ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากโฟม ในร่างของตำรวจที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังมีสารชนิดดังกล่าวอยู่ในร่างกายทำให้ส่งผลต่อระบบการหายใจขณะที่เข้าไปช่วยเหลือด้วย ส่วนการที่คณะกรรมาธิการ สส. ท้วงติงว่า ตำรวจปล่อยปละละเลยหรือไม่ที่ปล่อยให้ร้านอาหารเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จะเข้าข่ายมีความผิดบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ต้องรอผลการสอบสวนก่อน ได้ข้อเท็จจริงอะไรก็ต้องว่าไปตามนั้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่