โครงการ รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ใช้เวลานานกว่า 8 ปี นับตั้งแต่การออกประกาศเชิญชวนเมื่อปี 2561 จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ตามกำหนด ปัญหาอยู่ที่การเจรจาแก้ไขสัญญา ร่วมทุน สัดส่วนการลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน และการขาด ความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินที่จะให้กู้เงินมาลงทุน เมื่อขาด แหล่งเงินกู้ เท่ากับว่าไม่มีเงินลงทุน ทุกอย่างก็เริ่มต้นไม่ได้ ยังไม่รวมกับสิทธิประโยชน์ภาคพื้นดิน ที่จะต้องคุยกันอีกยาวสรุปว่าความเป็นไปได้ของโครงการนี้ แทบจะเป็นศูนย์ จนในที่สุดมาถึงขั้นที่ต้องสรุปว่า จะไปต่อหรือพอแค่นี้ ประเด็นสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน โดยการหารือร่วม 3 ฝ่าย ได้แก่ คณะกรรมการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่รู้จักกันในชื่อว่า สกพอ. หรือ คณะกรรมการ EEC การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน (กลุ่มซีพี) ได้ทางออก 2 แนวทาง ดังนี้แนวทางการแก้ไขสัญญาตามมติเดิม เป็นไปตามที่ อัยการ สูงสุดได้มีการตรวจสอบ ซึ่งต้องนำเข้า ครม.เพื่ออนุมัติแก้ไขหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุนกันใหม่ หรือแนวทางการสิ้นสุดสัญญา ที่จะต้องนำกลับมาพิจารณาในข้อกฎหมายว่าจะทำได้อย่างไร แค่ไหนประเด็นเกี่ยวกับลำรางสาธารณะในบริเวณพื้นที่มักกะสัน กลายเป็น ปัญหาหนึ่งในสัญญาเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการ การที่บริษัทคู่สัญญาทำหนังสือถึง รฟท. ขอใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุน เลิกสัญญาตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาร่วมลงทุนด้วยเหตุไม่สามารถออก NTP (หนังสือแจ้งให้เริ่มงาน) จากกรณีขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ ได้นำเสนอ คณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนจากนั้นจะเสนอคณะกรรมการกำกับโครงการภายในเดือน ก.ค. และจะต้องเสนอให้ กพอ. พิจารณา ภายในเดือน ส.ค.นี้สำหรับ เงื่อนไขในการเลิกสัญญา จะมี 3 ลักษณะตามที่ ระบุไว้ในสัญญาก็คือ สิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทาน เมื่อครบกำหนด ระยะเวลา 50 ปี หรือการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานไม่สำเร็จ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไม่สำเร็จ และตามเงื่อนไขของการบอกเลิกสัญญา กรณี รฟท.ผิดสัญญา เอกชนผิดสัญญา เกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเหตุผ่อนผัน โดยอำนาจรัฐบาลเพื่อประโยชน์สาธารณะเบื้องต้น ประเมินความเสียหายจากการลงทุนภาครัฐ-เอกชน โดย รฟท.ลงทุนแล้วกว่า 9.8 พันล้าน เกิดจากจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน 5,740 ล้าน รื้อย้ายสาธารณูปโภค 4,103 ล้าน ภาคเอกชนลงทุน แล้วกว่า 1.2 หมื่นล้าน เป็นค่าปรับปรุงบริการรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ เตรียมพื้นที่รองรับการก่อสร้างงานโยธา ถ้าต้องยกเลิกโครงการก็เท่ากับว่ารัฐเสียค่าโง่โครงการเมกะโปรเจกต์ไปอีกกระทอกไม่รวมความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับภาคเอกชนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ป.ล.รัฐบาลยังจะต้องมีภาระอีกบานตะไท โครงการเรือฟริเกต 4 ลำ มูลค่าลำละ 17,000 ล้าน ก็มา.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม