“โลก” เผชิญแรงสั่นสะเทือนพร้อมกันหลายด้านตั้งแต่สงครามพลังงาน เศรษฐกิจโลก ไปจนถึงจริยธรรมของ AI ที่บริษัทเทคโนโลยีหลายรายได้กลายเป็นโครงสร้างสำคัญของสงครามยุคใหม่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทันที ผลกระทบลามถึงประเทศไทย ปั๊มน้ำมันต่างชาติอย่าง Shell และ Caltex ปรับขึ้นราคาน้ำมัน จนเกิดกระแสประชาชนแห่กักตุนในบางพื้นที่ก่อนที่... “รัฐบาล” ต้องสั่งตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วันด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ได้มีการประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบทันที GDP มีโอกาสลดลง 0.1-0.15% เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.4-0.5% เพราะราคาพลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของตะกร้าเงินเฟ้อทำให้ “ต้นทุนสินค้า” และ “ค่าครองชีพ” มีแนวโน้มสูงขึ้นขณะที่ฝั่งของตลาดทุนอยู่ในโหมดระวังความเสี่ยงจากสงคราม ความไม่แน่นอนจากสงครามทำให้นักลงทุนทั่วโลกหนีสินทรัพย์เสี่ยงจนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ดัชนี SET ระหว่างวันร่วงกว่า 8% เหลือ 1,348.99 จุด ก่อนจะค่อยๆฟื้นตัวและปิดสัปดาห์ที่ 1,410.37 จุดขณะเดียวกัน “โลกเทคโนโลยี” ก็เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ เมื่อ Anthropic ปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐฯใช้ AI เพื่อวิเคราะห์เป้าหมายทางทหารหลังพบว่า AI ถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการโจมตีในเวเนซุเอลาและอิหร่าน การตัดสินใจดังกล่าวทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Claude ในหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับได้รับเสียงชื่นชมจากสาธารณะทั่วโลกอย่างไรก็ตาม OpenAI คู่แข่งได้ตัดสินใจรับสัญญา จากกองทัพแทน Anthropic เกิดกระแสผู้ใช้งานจำนวนมากแสดงความไม่พอใจในเวลาต่อมา ยอดถอนการติดตั้งแอป ChatGPT ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเกือบ 300% ในวันเดียว ขณะที่แอป Claude ขึ้นสู่อันดับ 1 บนแอปสโตร์...ข้อมูลข้างต้นทั้งหมดเหล่านี้ “Thairath Money” สรุปภาพรวมเป็นข่าวสำคัญประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 2-6 มีนาคม 2569 ให้ได้รู้กันบันทึกไว้ว่าในเดือนมีนาคม 2026 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐฯ–อิสราเอล” และ “อิหร่าน” ได้ยกระดับสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างเต็มรูปแบบภายใต้ปฏิบัติการ “Epic Fury” ของสหรัฐฯ และ “Roaring Lion” ของอิสราเอล ส่งผลให้เกิด “แรงสั่นสะเทือน” ต่อความมั่นคงโลกในหลายมิติโดยเฉพาะ “สงครามพลังงาน (Energy War)” ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลก เช่น Nomura และ Bank of America ระบุว่า “ไทย”...เป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงที่สุดในเอเชีย มีความเสี่ยงและเป็นจุดเปราะบางที่สุดเนื่องจากมีดุลการค้าพลังงานติดลบสูง การพึ่งพาการนำเข้าสูง...คือความเสี่ยงหลัก เพราะนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 50%และ...พึ่งพาก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้า หากช่องแคบฮอร์มุซปิดนานกว่า 2–6 สัปดาห์ จะกระทบต่อปริมาณสำรองและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างรุนแรง ประเด็นถัดมา... “ภาวะเงินเฟ้อ” และ “ค่าครองชีพ” ด้วยว่าราคา น้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10% อาจฉุด GDP ไทยลงประมาณ 0.5% และดันเงินเฟ้อให้พุ่งสูงเกินกรอบเป้าหมาย...ซึ่งอาจแตะ 4% ในกรณีเลวร้ายอีกทั้งกระทบต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสาธารณสุข ค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและการปิดน่านฟ้าในบางจุด กระทบต่อเป้าหมายนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง (Medical Tourism) ที่ชะลอตัวลงตอกย้ำว่า...การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในอิหร่านนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มหาศาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันพุ่งสูง... ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นเกิน $80 ต่อบาร์เรลในทันทีและ...มีฉากทัศน์เลวร้าย ที่อาจพุ่งสูงถึง $120 หากสถานการณ์ยืดเยื้อส่วน “วิกฤติ LNG”...เอเชียกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนก๊าซเนื่องจากการขนส่งจากกาตาร์ถูกระงับ ทำให้เกิดการแย่งชิงก๊าซในตลาด Spot...ตลาดซื้อขายทันทีกับยุโรป ดันราคาค่าไฟฟ้าทั่วโลกให้สูงขึ้น “มาตรการฉุกเฉิน”...ความมั่นคงและการรับมือ แม้ความเสี่ยงจะสูงแต่ “รัฐบาลไทย” ได้ประกาศใช้แผนเผชิญเหตุเพื่อรักษาความมั่นคงภายใน ด้านความมั่นคงมาตรการที่ดำเนินการแล้ว (มีนาคม 2569) เริ่มจาก...น้ำมันสำรองปรับเพิ่มสำรองน้ำมันฉุกเฉินจาก 65 วัน เป็น 95 วันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นการควบคุมทรัพยากรสั่งระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ...การผลิตไฟฟ้าสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและเขื่อนเต็มกำลังเพื่อลดการใช้ LNG นำเข้าที่ราคาแพง การจัดหาแหล่งใหม่เร่งประสานงานนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย ทดแทนตะวันออกกลางถามว่าบทสรุปสุดท้าย “ไทย” จะรอดหรือไม่? คงไม่มีใครวิเคราะห์หรือประเมินผลกระทบได้ง่ายๆและชัดเจน คงมีข้อมูลสรุปเพียงว่าใน “ระยะสั้น”...ไทยยังมีความมั่นคงด้านปริมาณพลังงานจากตัวเลขสำรองที่เตรียมไว้ แต่ใน “ระยะยาว” หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ไทยจะเผชิญกับภาวะ “Stagflation”... หรือ... “เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง” ซึ่งจะกดดันขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอย่างหนักวิกฤติครั้งนี้...คงต้องตื่นตัวแบบด่วนจี๋ เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและเพิ่มแหล่งพลังงานในประเทศ เช่นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เพื่อลดการยึดโยงกับภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวนฉับพลัน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม