เหยื่อแห่แจ้งดำเนินคดี “แอ็คมี่-วรวัฒน์” ที่ บก.ปอศ.แล้ว 61 คน ความเสียหายคนละ 1-2 ล้านบาท รวมความเสียหายล่าสุด 76 ล้านบาท แต่ยังมีเหยื่อทยอยเข้าแจ้งความเรื่อยๆ เตรียมประเคนข้อหาแชร์ลูกโซ่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และฉ้อโกงประชาชนไว้ดำเนินคดี เชื่อมีผู้ร่วมขบวนการอีก อยู่ระหว่างเร่งขยายผลขุดประวัติอาชญากรรมพบมีหมายจับแล้ว 2 หมาย ตั้งแต่ปี 67 เร่งประสานตำรวจสากลออกหมายแดงล่าตัวกลับมารับโทษ เพราะล่าสุดตรวจสอบกระเป๋าเงินดิจิทัล พบเงินถูกถ่ายโอนออกไปเกือบหมดเหลือไม่ถึงล้านกรณีผู้เสียหายกว่า 30 คนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจ บก.ปอศ. ดำเนินคดีนายวรวัฒน์ หรือแอ็คมี่ นาคแนวดี สามีของนางเอกสาวนนนี่-ณัฐชา ชูมัคเกอร์ หลอกผู้เสียหายลงทุนสกุลเงินดิจิทัล รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,386 ล้านบาท ความคืบหน้าจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 มี.ค. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ.เผยว่า เบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้ว 61 คน แต่ละคนลงทุนคนละ 1-2 ล้านบาท รวมมูลค่า ความเสียหายประมาณ 76 ล้านบาท พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ.เตรียมพนักงานสอบสวนไว้สอบปากคำผู้เสียหายแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายมากกว่านี้ คาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะเกินหลักร้อยล้านบาท“เบื้องต้นคดีนี้น่าจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน หรือแชร์ลูกโซ่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการเชิญชวนให้ลงทุน ได้ค่าตอบแทนมากกว่าที่กฎหมายกำหนดหลักหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และฉ้อโกงประชาชนอีกด้วย ส่วนกรณีนายวรวัฒน์สร้างเหรียญดิจิทัล ACT ขึ้นมาเอง จะมีความผิดหรือไม่ ต้องประสานไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เชื่อว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท แต่ถ้าซื้อขายระหว่างบุคคลถือว่าเป็นความผิดด้วย” ผบก.ปอศ.กล่าวพล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าคดีของนายวรวัฒน์ ก.ล.ต.ร้องทุกข์ไว้อีก 2 คดี ตั้งแต่ปี 2568 คดีแรกพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้น ส่งสำนวนไปให้อัยการ และออกหมายจับนายวรวัฒน์แล้ว ส่วนอีกคดีคือการชักชวนให้ลงทุนในเว็บไซต์หนึ่ง คดีนั้นมีผู้เสียหายประมาณ 40 คนมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท พนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับแล้วเช่นกัน แต่ในทางสอบสวนเรายังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับบุคคลอื่นด้วย เพราะเชื่อว่านายวรวัฒน์ไม่ได้ทำคนเดียว ยังมีบุคคลอื่นที่เป็นเครือข่ายของนายวรวัฒน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนภรรยานายวรวัฒน์ขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องพล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวด้วยว่า นายวรวัฒน์เดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.67 เบื้องต้นประสานข้อมูลการออกหมายจับในคดีเดิมเมื่อปี 2568 ไปที่องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL แล้ว เพื่อให้ออกหมายแดง ส่วนกรณียังมีผู้หลงเชื่อ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิระบุว่า เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ผู้เสียหายหลายคนรู้ว่านายวรวัฒน์เคยมีหมายจับ แต่นายวรวัฒน์อ้างว่าเป็นหมายจับปลอม รวมทั้งยังมีรูปถ่ายกับบุคคลสำคัญทำให้ประชาชนหลงเชื่อมาร่วมลงทุน ยืนยันว่ารูปแบบการหลอกลวงตั้งแต่ปี 67 ถึงปัจจุบัน เป็นรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายกันด้าน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ระบุถึงเรื่อง digital Wallet ของนายวรวัฒน์ว่า เบื้องต้นพบหลักฐานทางการเงินชัดเจน มีเงินวอลเล็ตทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่การจะอายัดดิจิทัลวอลเล็ต (digital Wallet) จะต้องผ่านขั้นตอน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในส่วนนี้จะดำเนินการต่อไป ล่าสุดตรวจสอบกระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหา ขณะนี้พบว่าเหลืออยู่จำนวนน้อยตัวเลขไม่ถึงหลักล้านบาทอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่