“2026 ตาสว่าง นํ้ามันพืชต้องเลือกและน้ำมันหมู มะพร้าว ปาล์มกลับดี” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา “หมอดื้อ” และ เครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อคนไทย เปิดประเด็น พร้อมย้ำว่า 60 ปีที่ผ่านมาคนทั้งโลกได้รับข้อมูลความดีของน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวให้ใช้แทนไขมันอิ่มตัว ทั้งนี้ โดยอิงอยู่กับข้อมูลที่สามารถลดไขมันไม่ดี LDL ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้แต่ในเวลา 10 ปีที่ผ่านมาข้อมูลที่ทยอยเปิดเผยตั้งแต่รายงาน innesota coronary experiment ที่ศึกษาโดยให้คนใช้น้ำมันพืชไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า 6 ว่า ทำให้ไขมันเลว LDL ลดลงได้หรือไม่รวมทั้งโรคหัวใจลดลงหรือไม่ ปรากฏว่า...แม้ว่าไขมันเลวลดลงได้จริง แต่โรคหัวใจไม่ลดลงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำรายงานดังกล่าวทำตั้งแต่ 1968-1973 และไม่มีการรายงานจนกระทั่งปี 2016การวิเคราะห์รายงานหลาย 10 ฉบับ และสรุปในปี 2020 ใน cochrane study ไม่พบประโยชน์ชัดเจนของการลดไขมันอิ่มตัว และขณะที่ในปี 2017 PURE study ซึ่งครอบคลุมประชากรมากกว่า 100,000 ราย และทำในหลายทวีป ทอดเวลาหลายปี สรุปว่า...อาหารที่มีแป้งมาก หวานมากกลับเป็นตัวสำคัญที่เป็นอันตรายและ...ไขมันนั้นไม่ได้อันตรายมากเท่าที่คิด โดยสามารถแนะนำให้ใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ถึง 30% และเป็นไขมันอิ่มตัวมากกว่า 10% จนถึง 13% ซึ่งต่างจากข้อกำหนดเดิมที่ควรให้น้อยที่สุดหรือน้อยกว่า 10% และในปี 2017 นี้เองที่มีการพิสูจน์หัวใจวายเส้นเลือดตัน ตัวการที่สำคัญคือการอักเสบจากการศึกษาโดยการให้ยาที่ลดการอักเสบในขณะที่ระดับไขมันเลวยังคงเดิมปรากฏว่าโรคหัวใจลดลง รวมทั้งมะเร็งหลายชนิดและมะเร็งปอด ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของการอักเสบต่อโรคในมนุษย์ไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ตัวการร้ายสำคัญก็คือโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นที่รับทราบกันมาเนิ่นนานแล้วว่าบทบาทของมันเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการอักเสบในขณะที่โอเมก้า 3 ปฏิบัติตัวตรงข้ามเป็นการลดการอักเสบการใช้น้ำมันพืชที่มีอัตราส่วนของโอเมก้า 6 มากกว่า 3 มีรายงานถึงการเจ็บป่วยในหลายระบบแม้กระทั่งปวดหัวไมเกรนก็ตาม รวมถึงการกระตุ้นมะเร็งเต้านมชนิดที่ร้ายแรงที่สุดให้ลุกลามมากขึ้นจากรายงานในวารสาร Science ปี 2025 เพ่งเล็งถึง “โอเมก้า 6” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงการก่อให้เกิดอักเสบว่าจะเร่งมะเร็งหรือไม่?ผลการศึกษาจากหลักฐานทางระบาดวิทยาทางหลอดทดลองทั้งสัตว์ทดลองและในคนป่วย โดยสามารถพิสูจน์ถึงกลไกที่โอเมก้า 6 ส่งเสริมให้มะเร็งเต้านมอยู่ในสภาพแข็งแรงเติบโตและแพร่กระจายได้ และมีความจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับอาหารจากการที่น้ำมันพืชชนิดที่มีอัตราส่วนของโอเมก้า 6ต่อ3สูง และก่อให้เกิดการอักเสบและอันตราย นำมาสู่คำแนะนำหลักปฏิบัติโภชนาการ 2025 ถึง 2030 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ ทั้งนี้ให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารจริงๆ เนื้อสัตว์ นมไม่พร่องไขมัน ไข่แต่...ต้องมีผักและผลไม้และถั่ว และแป้ง ขนมปังน้อยทั้งนี้ โดยใช้น้ำมันพืชไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่มีโอเมก้า6น้อยลง และให้ความสำคัญกับไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้น เช่น น้ำมันวัวโดยที่ในเมืองไทยนั้นเป็นน้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว...“การให้ความสำคัญกับไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้นนำมาสู่การศึกษาว่า ไขมันอิ่มตัวจะมีอันตรายหรือไม่และชนิดของไขมันอิ่มตัวประเภทใดที่ควรจะเหมาะสมที่สุด” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่าจากรายงานในวารสารทางการของวิทยาลัยแพทย์อเมริกัน ในเดือนธันวาคม 2025 ปรากฏว่าไขมันอิ่มตัวไม่ทำอันตรายหรือก่อให้เกิดโรคหัวใจเส้นเลือดตันในคนปกติทั่วไป ที่ไม่มีความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ให้ผลไม่ดีในคนที่มีความเสี่ยงดังกล่าว“ชนิดของไขมันอิ่มตัวนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะให้ประโยชน์แต่มีบางตัวที่ให้ผลตรงข้ามและเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาต่อว่าประเภทใดถึงจะเหมาะสมที่สุด”กล่าวโดยสรุป ข้อมูลทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์นั้นจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทั้งนี้ความเข้าใจในกลไกของบริบทของการทำให้เกิดโรค จะทำให้มีความชัดเจน และนำมาสู่หลักปฏิบัติได้อย่างถูกต้องในพีระมิดอาหารใหม่ 2025-2030 เป็นการเน้นความสำคัญของ “อาหารจริงๆ” ที่รวมเนื้อ นม ไข่ เนย ที่ไม่ใช่มาการีน ไก่ เป็ด...ไม่เลาะหนัง แต่ต้องมีผักผลไม้กากใย ถั่ว และอื่นๆซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้คัดง้างกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลำไส้ที่มนุษย์กินเนื้อ จะคัดสรรจุลินทรีย์ตัวร้ายที่ทำให้เกิด TMA TMAO สารอักเสบที่ทำให้ผิวด้านในของเส้นเลือดถลอกและเส้นเลือดอุดตัน ทั้งนี้ เนื่องจากมีการสร้างสมดุลด้วยผักผลไม้กากใยไปพร้อมกันย้ำว่า...การเผยแพร่ข้อมูลในบทความทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดทั้งสิ้นแม้กระทั่งหมอเอง ซึ่งอยู่ในข้าง “เข้าใกล้มังสวิรัติ” เต็มตัวก็เพราะมีโรคกระดูกสันหลังอักเสบ ankylosing spondylitis และที่สำคัญก็คือสงสารสัตว์ และหลักฐานข้อมูลของ gut microbiome จนถึง gut-liver-fatbrain axis ที่มีตั้งแต่ปี 2013 ในวารสาร NatureNew England ตลอดจนข้อมูลเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันแต่...อย่างไรก็ตามพีระมิดใหม่นี้อิงตามหลักฐานจริงการติดตามจริงโดยเป็นอาหารธรรมชาติที่กินกันมาเนิ่นนาน โดยมนุษย์กินทั้งเนื้อและพืชเป็นอาหาร และไม่ได้ต่อต้านคนที่ทานเนื้อสัตว์นะครับขอทิ้งท้ายไว้ก็คือ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวทางเมตาบอลิกจากการกินแต่เนื้อ ไขมันทั้งอิ่ม และไม่อิ่มตัวมาตลอด อ้วนน้ำหนักเกิน ไขมันในช่องท้องมากมาย ควรต้องอยู่ในสายเอียงขวาคือใกล้มังสวิรัติให้ได้ก่อนแล้วถึงค่อยเดินสายกลางนะครับ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม