ผบ.ตร.ยืนยันรู้จักกับนายก เบี้ยวแต่ไม่ได้เป็นญาติกัน “พีช” เรียก “อาต่าย” ฟังแล้วไม่รื่นหู พฤติกรรมขาดจิตสำนึกและวุฒิภาวะ สั่งตำรวจทางหลวงและ สภ.ลำลูกกา ดำเนินคดีไม่ต้องกลัวอิทธิพล ตรวจพบทะเบียนป้ายแดงปลอมและใบ ขับขี่ขาด และจ่อออกหมายเรียกคดีอาญา ส่วนพีชพาพ่อแจงผ่านรายการทีวี ขอโทษลุงป้าไม่มีเจตนาทำร้าย ยืนยันจะลงเลือกตั้ง สท. ขณะที่ “ภูมิธรรม” เผยนายกเบี้ยวเป็นสมาชิกพรรค ลูกชายคนโตเป็น สส. อย่ากังวลคดีไม่บิดเบี้ยวแน่นอนภายหลังตำรวจทางหลวงไปสอบปากคำนายประจักษ์ ดวงใย อายุ 65 ปี และนางสมศรี ดวงใย อายุ 64 ปี สองผัวเมียได้รับบาดเจ็บรักษาตัวที่โรงพยาบาลบางปะกอก-รังสิต 2 จากเหตุที่นายสมิทธิพัฒน์ หรือพีช หลีนวรัตน์ อายุ 28 ปี ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ต.ธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีขาว ป้ายแดง ทะเบียน ท-6523 กรุงเทพมหานคร ชนรถกระบะที่นายประจักษ์เป็นคนขับและนางสมศรีนั่งข้าง เหตุเกิดที่ถนนกาญจนาภิเษกหมายเลข 9 บางนา-บางปะอิน มุ่งหน้าบางปะอิน กม.22 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ขณะนั้นชาวบ้านถ่ายคลิปนายพีชขับไปกระแทกรถกระบะเสียหลักชนแบริเออร์ และยังไม่ลดละจอดรถลงรถพร้อมถอดเสื้อแล้วตะโกนด่าคู่กรณีอย่างดุเดือด อ้างตัวเป็นหลาน ผบ.ตร.และมีพ่อเป็นผู้มากบารมีแสดงความก้าวร้าวอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 18 เม.ย. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงนายพีชอ้างความสัมพันธ์เป็นญาติกับ ผบ.ตร.เรียก “อาต่าย” ว่า ตนดูคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เน้นย้ำสั่งการไปยังตำรวจทางหลวงและตำรวจ สภ.ลำลูกกา เป็นพื้นที่รับผิดชอบให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับว่ารู้จักกับนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยวเป็นพ่อของนายพีช รูปถ่ายที่ปรากฏเป็นการถ่ายร่วมกันตั้งแต่ครั้งที่ตนยังดำรงตำแหน่งผบช.ภ.8 และมียศ พล.ต.ท. เป็นเรื่องปกติที่เมื่อพบปะผู้คนอาจมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป หรือบางครั้งอาจถูกเรียกว่า “อาต่าย” ตามความคุ้นเคย ประกอบกับนโยบายที่ตนต้องการให้ตำรวจวางตัวเป็นมิตรใกล้ชิดกับประชาชนเสมือนญาติ อย่างไรก็ตาม ขอให้สังคมแยกแยะระหว่างความรู้จักคุ้นเคยส่วนตัว กับการดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกันพล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีของบุคคลคนหนึ่งที่ขาดจิตสำนึกและวุฒิภาวะ ขาดความเอื้ออาทร และขาดความรับผิดชอบต่อผู้อื่น หากรถมีเด็กอยู่ด้วยจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นต้องมีสติ รวมถึงเมื่อเกิดเหตุขึ้นก็ไปอ้างไปโอ้อวดกับเจ้าหน้าที่นั่นคือนิสัยที่พยายามสร้างให้ตัวเองดูดี ยิ่งโอ้อวดยิ่งจะโดนโทษหนักมากขึ้น จากการกระทำของผู้ก่อเหตุ ตนไม่มีญาติเช่นนี้ เมื่อมีคนเช่นนี้มาเรียกว่าอาต่าย ฟังแล้วรู้สึกไม่รื่นหู ตนมีลูกเพียงคนเดียว และสั่งสอนเสมอว่าอย่ากระทำผิดกฎหมายหรือทำตัวเป็นขยะสังคม หากบุตรของตนทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายไม่มีข้อยกเว้นหรือการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น หากประชาชนทั่วไปที่มีความประพฤติดีต้องการแสดงความนับถือโดยเรียกว่า น้า หรือ อาต่าย ตนก็ยินดีและไม่ติดใจ แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ที่กระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมแล้วมากล่าวอ้างความเป็นญาติ ทั้งนี้ กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องหวั่นไหวต่อการอ้างอิทธิพลใดๆในการดำเนินคดีนี้สำหรับทางด้านคดีความ พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา กล่าวว่า ตำรวจทางหลวง ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล.ประสานเรื่องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจะแยกคดีออกเป็น 2 ส่วน คือ คดีแรกเหตุเฉี่ยวชนกันบริเวณหลังด่านเอ็มโฟร์ที่มีการเบียดกันตรงคอขวด ตำรวจทางหลวงจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนที่ 2 ห่างจากจุดแรกประมาณ 2 กม. ที่นายพีชขับรถชนรถกระบะไปชนแบริเออร์จนได้รับบาดเจ็บเข้าข่ายความผิดคดีอาญาเป็นอำนาจการสอบสวนของ สภ.ลำลูกกา ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าการสอบปากคำ การตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตรวจสอบรถ หลังจากตรวจสอบแล้วจะออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้มารับทราบข้อกล่าวหา เบื้องต้นจะเข้าข่ายความผิดทำให้ได้รับบาดเจ็บและทำร้ายร่างกาย ส่วนการขับขี่แบบนี้จะเป็นเรื่องของการแจ้งข้อหาพยายามฆ่าได้หรือไม่นั้น ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน และจะดำเนินการแบบตรงไปตรงมาและจะต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายด้าน พ.ต.อ.กึกก้อง ดิศวัฒน์ ผกก.8 บก.ทล. กล่าวว่า ตำรวจทางหลวงดำเนินการในเหตุการณ์ช่วง กม.26+100 ที่รถกระบะขับเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน ตัดหน้ารถบีเอ็มดับเบิลยูวิ่งมาทางช่องขวาสุดเสียหลักไปชนขอบทาง ต้องมาหาข้อสรุปในที่ประชุมว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นการประมาทร่วมกัน ส่วนคดีอาญาเป็นของ สภ.ลำลูกกา นอกจากนี้ จะพิจารณาดำเนินคดีกับนายพีชอีก 1 คดี ในความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่นอีกด้วยเมื่อถามว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่าแผ่นป้ายแดง ทะเบียน ท-6523 กรุงเทพมหานคร ที่สวมติดรถบีเอ็มของนายพีชไม่ปรากฏข้อมูลในระบบขนส่ง พ.ต.อ.กึกก้องกล่าวว่า ตรวจสอบเบื้องต้นขณะนี้ไม่พบข้อมูลปรากฏอยู่ในระบบขนส่งจริง อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกเข้าตรวจสอบ วันนี้กรมการขนส่งทางบกจะส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับตำรวจทางหลวงด้วยเช่นกัน เพื่อตรวจสอบทุกมิติและที่ไปที่มาของรถ หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมจริงจะต้องมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมในส่วนนี้ด้วย ส่วนใบขับขี่ของนายพีชหมดอายุตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.64 ต้องแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไปขณะที่นายสมิทธิพัฒน์ หรือพีช หลีนวรัตน์ ไปออกรายการคนดังนั่งเคลียร์ ทางช่อง 8 พร้อมกับนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว นายก เทศมนตรีตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี พีชเปิดเผยว่า ตอนแรกที่เกิดเรื่องตกใจเลยหนีไปอยู่บ้านเพื่อนกลัวพ่อจะว่าพิธีกรเปิดคลิปแรกที่ปาดหน้ารถโตโยต้า อัลพาร์ต พีชแจงว่าช่วงนั้นเก็บของข้างเบาะ ไม่ได้มีอะไรไม่ได้ตั้งใจจะปาดไม่เห็นว่ามีรถอยู่ข้างหลัง เมื่อเห็นคลิปก็รู้ว่าประมาทจริงๆ ส่วนคลิปที่ 2 วงจรปิดหน้าด่านที่เป็นต้นเหตุ พีชบอกว่าชะลอแล้ว ตอนนั้นขับมาความเร็วประมาณ 80-100 กม. ลุงขับผ่านเส้นประเข้ามาเลย “ผมก็ขับไปทางของผมตอนนั้น คิดว่าไปทันจังหวะของเรา ไม่ชนแน่นอน เห็นเขามาทางซ้ายแล้ว แต่พอไม่ทันก็ปัดออกไปชนแบริเออร์ และไม่ได้บีบแตรใส่เขาแต่อย่างใด พิธีกรถามว่า การขับไล่กันเกิดอะไรขึ้น นายพีชตอบว่าตอนนั้นคิดว่าเขาเบียดเราชนแบริเออร์อยากให้จอดรถมาคุยกันวิ่งดักหน้าไม่ให้ไป ขับตีคู่เปิดกระจกโบกมือให้จอด พอเปิดกระจกบอกให้จอดก็เห็นแล้วว่าเป็นคนแก่ ตอนนั้นขับรถมือเดียว พอหันหน้ามาอีกทีรถผมไปอยู่เลนเขา พีชไม่ได้เจตนาเพื่อให้เกิดรถชน”นายพีชเปิดเผยว่า ยอมรับว่าการกระทำไม่ได้มีเจตนาให้ลุงป้าบาดเจ็บไม่ได้ตั้งใจชน ถ้าเจตนาพุ่งชนไปแต่แรกแล้วดีกว่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่จอดถึงพุ่งชน ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แค่อยากขวางให้หยุดเท่านั้น เมื่อถามว่าตอนถอยรถมาตั้งใจทำอะไร พีชตอบว่า แค่จะลงมาดูเพราะชนแรง อยากดูว่ามีใครเจ็บหรือเป็นอะไรหรือไม่ ตอนนั้นมีคนลงมาจากรถด่าทอผมว่า “มึงชนลุงเหรอ” แค่บอกว่าเขาชนแล้วเขาไม่จอด มีคนตัวเล็กๆ มาบอกว่า “มึงเอาพ่อมึงมาดิ” ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร อาจจะเป็นเพราะอารมณ์ร้อน ส่วนที่บอกว่าพ่อเป็นนายกฯ ยอมรับว่า ผิดเพราะตอนนั้นโกรธ แค่จะบอกว่าบ้านอยู่ที่เทศบาลไม่หนีไปไหน ยอมรับว่าตอนนั้นโกรธ ที่ทำให้รถเบียดไปชนแบริเออร์ เมื่อถามว่า ถ้ารู้ว่าเป็นคนแก่จะเป็นแบบนี้ไหม พีชตอบว่า คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ รู้สึกผิดเพราะคุณลุงคุณป้าบาดเจ็บเยอะ ตอนนี้ก็เครียดเพราะเขาอายุเยอะ มาคิดว่าถ้าเป็นพ่อแม่เราบ้าง ก่อนจะยกมือไหว้และบอกว่า ขอโทษคุณลุงคุณป้า และขอโทษสังคมอย่าว่าผมมากในช่วงหนึ่ง หนุ่ม-กรรชัย พิธีกรชื่อดังโฟนอินเข้ามาถามพีชว่า กังวลไหมว่าเรื่องนี้จะกระทบกับการเลือกตั้ง สท. พีชตอบว่า มันคนละส่วนกันต้องแยกเรื่องรถชนกับเรื่องลงสมัคร สท. แล้วจะเอามาบอกว่าจะดูแลประชาชนไม่ได้ คนละส่วนกันด้านนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว เปิดเผยว่า เมื่อลูกผิดพลาดจะซ้ำเติมก็ไม่ได้ ตอนแรกพีชยังยืนยันว่าตัวเองโดนชนก่อน เมื่อดูจากคลิปต่างๆ พยายามอธิบายให้เข้าใจว่าเป็น 2 เรื่อง คือ สิ่งที่รถกระบะทำให้เกิดความเสียหาย และสิ่งทีี่พีชขับรถไปชน ส่วนที่พูดว่าพีชขับรถดีเพราะที่ผ่านมาไม่เคยขับรถชน เพิ่งเกิดเรื่องในครั้งนี้ เห็นใจคุณลุงคุณป้ามาก เป็นตัวแทนประชาชนมาทั้งชีวิต ลูกเราทำเรื่องขนาดนี้แล้วไม่ว่าจะถูกหรือผิด ยืนยันว่า จะดูแลทั้งคุณลุงคุณป้าอย่างดี จังหวะนั้นนายพีชร้องไห้กราบขอขมาพ่อที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีโฆษกพรรคพลังประชารัฐแสดงความกังวลคดีนายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ ลูกชายนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือนายกเบี้ยว เนื่องจากปรากฏภาพมีความสนิทสนมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้ต้องแยกออกจากกัน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องกฎหมายต้องว่าไปตามกฎหมาย ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เมื่อถามว่าฝ่ายค้านพยายามจี้เรื่องนี้เพราะนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธารไปร่วมงานบวชนายสมิทธิพัฒน์ นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายทักษิณไม่ได้ไปงานลูกชายนายกเบี้ยวคนเดียว เวลาสมาชิกหรือใครขอให้ไปท่านก็ไป นายกเบี้ยวเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ลูกชายคนโตก็เป็น สส.พรรคเพื่อไทย เมื่อ สส.จะบวชน้องชายก็เชิญนายทักษิณและ น.ส.แพทองธารเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปมองเรื่องความสัมพันธ์พิเศษ ทุกพรรคเป็นแบบนี้เหมือนกัน อยากให้แยกออกจากกัน อย่าไปจับแพะชนแกะนายภูมิธรรมกล่าวว่า มีบางรายการเล่าข่าวนำภาพนี้ออกมาพยายามสื่อว่ามีความสัมพันธ์พิเศษจนทำให้เกิดความกังวลใจ ทุกคนมีสิทธิกังวล แต่ต้องเชื่อมั่นว่าท่านไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ และพูดชัดเจนแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ขอให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายเต็มที่ไม่เกี่ยวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่มั่นใจว่านายสมิทธิพัฒน์เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แต่พ่อกับพี่ชายเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ เมื่อถามว่าในแง่ของสังคมมีความเป็นห่วงในเรื่องการดำเนินคดีเพราะมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพล นายภูมิธรรมกล่าวว่า ผู้มีอิทธิพลสร้างเหตุการณ์ที่มีปัญหาต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ไม่ต้องกังวลหรอก ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอให้ว่าไปตามกระบวนการ จะไปบิดไปเบี้ยวก็อยู่ในสายตาของประชาชน พรรคการเมืองคงไม่ทำอย่างนั้นต่อมาเวลา 16.30 น. น.ส.แสงอรุณ หาญเหมย และนายฉัตรวิวัตร์ ดวงใย ลูกชายนายประจักษ์คู่กรณีเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.สมโภช สืบวงศกร สว.สอบสวน สภ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เกี่ยวกับเรื่องทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากรถกระบะคันดังกล่าวเป็นชื่อของนายฉัตรวิวัตร์ จากนั้นนายฉัตรวิวัตร์เผยว่า พ่อของคู่กรณี เดินทางมาเยี่ยมพ่อแม่ที่ รพ.บางปะกอก-รังสิต 2 พูดจาดีไม่ได้ข่มขู่แล้วบอกว่าจะรับผิดชอบ อาการของคุณแม่ปลอดภัยแล้ว ส่วนคุณพ่อต้องดูอาการ ตั้งแต่วันแรกนายพีชยังไม่ได้มาขอโทษพ่อแม่เลย กลับมาโทษพ่อแม่ของตนเป็นฝ่ายผิดอย่างเดียว ไม่เคยโทษตัวเองเลย ส่วนเรื่องของคดีก็ว่าไปตามกฎหมายภายหลังนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ พานายพีชลูกชาย ไปออกรายการคนดังนั่งเคลียร์ช่อง 8 เสร็จแล้ว เปิดเผยว่า ตำรวจทางหลวงประสานว่าจะให้ตนพาลูกชายไปรับทราบข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้หนี แต่วันนี้ตนและลูกชายเสร็จธุระไม่ทันจะแจ้งขอเลื่อนไปก่อน ตนยังคงสับสนเนื่องจากคดีมีอยู่ 2 ที่ อีกที่คือ สภ.ลำลูกกา อย่างไรก็ตาม ตนและลูกชาย พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ส่วนเรื่องสภาพจิตใจ ตนพบลูกยังคงตื่นตระหนกตกใจ เนื่องจากยังอายุน้อยและอยู่ในช่วงของวัยรุ่น จึงมองว่าตัวเองไม่ผิดและโต้เถียง ที่ตัดสินใจพาลูกชายมาชี้แจงผ่านรายการในวันนี้ เนื่องจากไม่อยากปล่อยเวลาให้นานกว่านี้ หากสังคมจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละคน ยืนยันที่ออกมาชี้แจงในวันนี้ไม่ได้เป็นการฟอกขาวและไม่ได้จะนำมาต่อสู้คดี รวมถึงไม่มีผู้ใหญ่เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งภาพที่ลูกชายอดีตนายกทักษิณ และนายกฯแพทองธารร่วมเฟรม ขณะนั้นนายกฯแพทองธารยังไม่ได้ดำรงตำแหน่ง เป็นเพียงหัวหน้าพรรคที่มาร่วมงานเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้สนิทกับ ผบ.ตร.นายกฤษฎาเผยอีกว่า หลังจากดูคลิปการขับรถของลูก มองว่าขับรถหวาดเสียวตักเตือนลูกให้ได้สติ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าลูกไม่ได้เจตนาที่จะชน จากคำกล่าวอ้างว่าขับรถมือเดียวและเสียหลัก อย่างไร ก็ตาม ต่อให้มีหลักฐานว่าลูกไม่ผิด ตนก็ยังยอมรับผิด ส่วนเรื่องใบขับขี่นั้นตนเพิ่งทราบในวันนี้ว่าใบขับขี่ลูกชายหมดอายุตั้งแต่ปี 64 และเรื่องป้ายแดงที่ยังไม่ได้เข้าระบบนั้น ลูกชายอ้างว่าออกรถมาได้ไม่ถึงปี และจองป้ายทะเบียนเลข 27 เป็นเลขวันเกิดเอาไว้ นอกจากนี้ ในส่วนของกล้องหน้ารถนั้น ตนไม่เคยไปนั่งรถจึงไม่รู้ว่ามีหรือไม่ เมื่อถามว่าเรื่องนี้มีผลกระทบด้านการเมืองหรือไม่ นายกฤษฎาตอบว่า เชื่อว่าอยู่ที่ประชาชนจะมอง ให้วันที่ 11 พ.ค.นี้เป็นวันตัดสินเลือกตั้ง และสำหรับนิสัยของลูกชายนั้นเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไม่เคยมีเรื่องชกต่อยมาก่อน แต่ด้วยระยะหลังที่ห่างจึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ทราบว่าที่ลูกอ้างว่าเป็นลูกหลานตำรวจนั้นจะมีเจตนาอย่างไร ทั้งนี้ ตนขอโทษสังคมว่าไม่ได้ดูแลลูก อยู่ห่างกับลูกและมัวแต่ยุ่งกับงาน ทิ้งลูกไว้ถึงเป็นอย่างนี้ หลังจากนี้จะดูแลให้มากขึ้น และขอโอกาสให้ลูกชายได้มีที่ยืนในสังคม และจะกลับตัวหลังทำผิดต่อมาเวลา 17.17 น. นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ พานายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ และทนายความเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ธิติ พันธ์สวัสดิ์ รอง ผกก. (สอบสวน) ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล และ พ.ต.ท.จำเริญ หนูรัก สว. (สอบสวน) ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล เจ้าของคดี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ภายหลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนนานเกือบ 1 ชม. นายพีชออกมาจากห้อง พร้อมยกมือไหว้และพูดว่าตนขอโทษทุกอย่างไปหมดแล้วและยืนยันว่าพรุ่งนี้จะเข้าไปพบคู่กรณี พร้อมย้ำว่าเป็นอุบัติเหตุขณะที่ พ.ต.ท.จำเริญ หนูรัก สว. (สอบสวน) ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล. กล่าวว่า ตำรวจแจ้ง 3 ข้อกล่าวหา คือ ขับรถโดยประมาทเป็นอันตรายกับบุคคลอื่น ใบขับขี่สิ้นอายุ และนำรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมาใช้ นายพีชให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ปรับข้อหาละ 2,000 บาท รวมแล้ว 6,000 บาทผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศอยู่ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ นายกฤษฎามีอารมณ์โมโหและพยายามพูดขอกับผู้สื่อข่าวว่า อย่าถามคำถามในลักษณะชี้นำหรือจี้ให้เกิดอารมณ์กันเลย เพราะตนและครอบครัวยอมทุกอย่างแล้ว ไม่เคยคิดจะตั้งป้อมสู้และไม่เคยรังเกียจสื่อมวลชน และขณะจะก้าวขึ้นรถยนต์มีกล้องของช่างภาพไปกระแทกหัวของนายพีช ทำให้นายพีชหันมาด้วยการชักสีหน้าตะคอกกลับมาที่สื่อมวลชน “ใครโดนหัวผม หัวผมเพิ่งเย็บมา” แล้วก้าวขึ้นรถไป ก่อนที่คนติดตามจะหันมาย้ำกับสื่อมวลชนว่า “น้องผมเย็บศีรษะมา”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่