ชี้งบเยียวยาแค่ 200 ล้าน“มนัญญา” คาใจ สั่งกรมวิชาการเกษตรชี้แจงด่วน เหตุผลขอยืดเวลาแบนจัดเก็บคืน 3 สารเคมี “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” ออกไปอีก 6 เดือน เผยถามย้ำแล้วหลายรอบ ทุกคนบอกไม่มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บสาร หนำซ้ำยอดเงินเยียวยายังสูงปรี๊ด 3.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์มีรายชื่อเกษตรกรตัวจริงของบแค่ 200 กว่าล้านบาทเท่านั้นยังคงต้องจับตามติคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 27 พ.ย.นี้ว่า จะยืดระยะเวลาการจัดการหรือการบังคับใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” ที่จะยกระดับ 3 สารเคมีเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก ห้ามใช้ และห้ามมีไว้ครอบครอง ในวันที่ 1 ธ.ค.2562 ออกไปอีก 6 เดือน ตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอผ่านคณะกรรมการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทางการเกษตร ที่มีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมาหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่าวันที่ 25 พ.ย.นี้ สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือชี้แจงโดยด่วนว่าจริงตามที่เป็นข่าวที่จะเสนอยืดเวลาการแบน 3 สารเคมีดังกล่าวหรือไม่“ในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยมีการแจ้งว่าจะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด โดยเฉพาะในวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกันที่ดิฉันไปเป็นประธานการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ กว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ได้ถามย้ำถึง 3 รอบ และใกล้จบการประชุมยังถามย้ำอีกว่า ใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีหรือไม่ ในเวลา 30 วัน เพราะการประกาศแบน 3 สารให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ต้องทำทันทีในการแจ้งครอบครองสาร 15 วัน และส่งมอบคืนใน 15 วัน ซึ่งทุกคนบอกไม่มีปัญหา แต่ในช่วงบ่ายวันเดียวกันในที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3 สาร กรมวิชาการเกษตรกลับเสนอขอยืดเวลาการบังคับใช้แบน 3 สาร ออกไปอีก 6 เดือน โดยอ้างว่า 30 วันจัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน และการประชุมวันที่ 21 พ.ย.มีรายงานว่ายังมี 3 สารเคมีดังกล่าวในประเทศไทย 38,000 ตัน จากนั้นถัดมาอีกวันเหลือ 28,000 ตัน กรมวิชาการเกษตรต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด’’ น.ส.มนัญญากล่าวนอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังตั้งข้อสงสัยเรื่องตัวเลขงบเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบที่มีการหารือกันในที่ประชุมที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน วงเงิน 32,000 ล้านบาท ด้วยว่า เป็นตัวเลขที่ห่างไกลกับตัวเลขที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ของบฯในการดำเนินการเรื่องจักรกลการเกษตร มาช่วยลดต้นทุนทำเกษตร และมีความถาวร ซึ่งได้จากการสอบถามความต้องการของเกษตรกร มีรายชื่อชัดเจน มีรายชื่อทุกสหกรณ์ ของบฯมาเพียง 200 กว่าล้านบาท เท่านั้น จากเกษตรกรกว่า 100,000 คน