ผศ.ดร.ฐิตา ฟูเผ่า หัวหน้าหลักสูตรเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยว่า ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (สวพ.) กำหนดทิศทางการวิจัยพัฒนา ปี 2562-2565 มุ่งเป้าไปที่ผลผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้มูลค่าเพิ่ม และงานวิจัยชิ้นแรกของปีนี้ คือ ฟักข้าว เนื่องจากเดิมปี 2555 มีราคารับซื้ออยู่ที่ กก.ละ 100-130 บาท แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 35-40 บาท เนื่องจากเกษตรกรแห่ปลูกกันมากจนล้นตลาด “สารไลโคปีนมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุทำให้ผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สารดังกล่าวยังช่วยต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ยับยั้งระดับ น้ำตาลในเลือด ป้องกันลด ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง บำรุงและรักษาสายตา สารชนิดนี้จะมีอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีแดง อาทิ แตงโม เกรปฟรุต มะเขือเทศ แครอท ฟักข้าว แต่ในเยื่อฟักข้าวมีมากที่สุด มีสูงถึง 380 ไมโครกรัมต่อเยื่อฟักข้าว 1 กรัม มากกว่ามะเขือเทศที่มีแค่เพียง 38 ไมโครกรัม แต่ไลโคปีนในฟักข้าว ละลายได้เฉพาะในไขมัน ไม่สามารถละลายในน้ำได้ ทำให้ ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก และไม่สามารถอยู่ในสภาพแสงสว่าง อุณหภูมิความร้อน” จากการศึกษาของ ผศ.ดร.ฐิตา พบว่า การจะทำให้ไลโคปีนในฟักข้าวสามารถละลายในน้ำ ทนความร้อนและแสงสว่างได้ ต้องนำไปผ่านกระบวนการ ทำให้ เป็นผงโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ สกัดและใช้น้ำตาลไซโคลเด็กซ์ทริน (Cyclodextrin) มาคลุกผสมเพื่อเคลือบผงฟักข้าวและเพื่อให้การนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายในด้านเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบอาหารทำจากแป้ง ทีมวิจัยจึงนำผงฟักข้าวผสมกับแป้งสาลี หลังนำไปทดลองประกอบอาหาร ปรากฏว่า ได้รสสัมผัสไม่ผิดเพี้ยน สามารถนำไปทำเบเกอรีได้หลากหลาย เนื้อแป้งสีสวย แป้งนุ่มส่งผลให้แป้งสาลีผสมฟักข้าวมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ นอกจากจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหาร ยังช่วยเพิ่มมูลค่าฟักข้าวให้เกษตรกร จากเยื่อฟักข้าวสด ราคา กก.ละ 35 บาท หลังนำไปผ่านกระบวนการจะได้ผงแป้ง มีมูลค่าราคา 1,800 บาท ขณะนี้มหาวิทยาลัยพร้อมส่งต่อผู้ประกอบการ สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 0-2244-5280.