สืบสานธุรกิจ จากบิดา อาจจิตต์ ลิ้มประนะ ผู้ก่อตั้ง พริกไทยง่วนสูน ตรามือที่ 1 เมื่อ 50 ปีก่อน จนเติบโตเป็นผู้ผลิตและส่งออกเครื่องเทศไป 25 ประเทศทั่วโลก ทายาทรุ่นที่ 2 วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ซึ่งดูแลคุณภาพการผลิตของแบรนด์เครื่องเทศ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ มีธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท ครองตลาดเครื่องเทศระดับโลก จึงเป็นหนึ่งในนักธุรกิจมากความสามารถ ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่ง คุณต้อย–วิศิษฎ์ ก็แบ่งเวลาจากธุรกิจไปช่วยสภาฯทำงานอย่างแข็งขัน ล่าสุด ซึ่งไปจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ระหว่าง 21-23 พ.ย. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สงขลา คุณต้อย ก็ไปร่วมงานด้วยในวันแรก พอเครื่องกำลังจะแลนดิ้งสนามบินหาดใหญ่ ก็ได้รับแจ้งว่า สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ต้องบินวนอีก 20 นาที ถึงลงได้ ทำให้ไปถึงงานช้าครึ่งชั่วโมง ระหว่างทางจากสนามบินไปศูนย์ประชุมฯ คุณต้อย ซึ่งช่างสังเกต เห็นว่ามีน้ำปริ่มๆตรงฟุตปาท และสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้คิดอะไร พอวันที่สอง 22 พ.ย. กำลังทานอาหารเช้าใน โรงแรม ก็ได้รับสัญญาณเตือนภัยจากโทรศัพท์มือถือ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์ เพราะระดับน้ำสูงขึ้น เป็นครึ่งค่อนเมตร--ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงประกาศยกเลิกการสัมมนา เพราะไม่สามารถเดินทางไปศูนย์ประชุมได้ คุณต้อย ซึ่งต้องกลับกรุงเทพฯ ตอนบ่ายพร้อมกรรมการบางคน เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี พอทานอาหารเช้าเสร็จ จึงชวน กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กลินท์ สารสิน สราวุฒิ อยู่วิทยา รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย และนักธุรกิจอีกหลายคน ไปสนามบินทันที โดยปีนขึ้นรถ 6 ล้อของทหารกันอย่างทุลักทุเล ต้องช่วยกันดึงผลักฉุดขึ้นรถ เพราะหลายคนสูงวัย ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต ระหว่างทางไปสนามบิน คุณต้อย ก็เห็นระดับน้ำสูงเป็นเมตรกว่า เพราะฝนตกไม่หยุด และน้ำทะลักเข้ามาจากขอบอำเภอด้านนอก ตลอดทางมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติโบกมือ ขอขึ้นรถทหารไปสนามบินด้วยจึงรับมาเต็มรถ ระหว่างนั้น คุณต้อย มองไปรอบเมือง เห็นแต่ความเดือดร้อน และรู้ซึ้งเป็นครั้งแรกกับความหมายว่ายามมีภัยพิบัติ เงินไม่มีค่าเลย--หลังคณะของ คุณต้อย กลับได้ ประธานพจน์ ก็ตัดสินใจเช่าเหมาลำสายการบิน Low Cost นำคณะสภาหอการค้าฯ รวม 300 คน กลับกรุงเทพฯ ก่อนจะติดอยู่หาดใหญ่ กลายเป็นผู้ประสบภัยเต็มตัวไปด้วย คนใกล้ชิด จะรู้กฎเหล็กในการติดต่อ ศิวพร บุณยเกียรติ ว่า ไม่ว่าจะมีธุระด่วน คอขาดบาดตาย ก็ห้ามรบกวน คุณตา–ศิวพร ระหว่างตี 5 ถึงบ่าย 3 เพราะเป็นเวลานอน ซึ่งต้องนอนให้ได้ 10 ชั่วโมง (เป็นอย่างน้อย) ถึงจะคงความสวยไว้ได้นานๆ ถ้าวันไหนไปกินเที่ยงได้ แสดงว่า คนนัดต้องพิเศษสำคัญจริงแท้ ตอนที่สามี อาคม จริยะเวช ไปปั่นจักรยานที่ชลบุรีแล้วหัวใจวายตกจักรยาน จากไปเลย คุณตา ก็ยังนอนอยู่ที่คอนโดทองหล่อ รอสามีกลับมาตอนเย็นพร้อมอาหารค่ำเหมือนเคย แต่ตอนสายๆ รปภ.คอนโดฯ ถูกญาติ คุณโอ่ง บังคับให้พาขึ้นไปเคาะเรียกกระหน่ำ ทุบประตูปังๆ (เพราะ คุณตา ถอดสายโทรศัพท์ในห้องออก มือถือก็ปิด ) พอตื่นมาเปิดประตู ด้วยหน้าตาหงิกงอ คุณตา ก็ถามแบบประชดว่า “พี่โอ่งตายแล้วใช่ไหม” เพราะต้องมีเหตุฉุกเฉิน ไม่งั้นหัวเด็ดตีนขาด รปภ.ไม่กล้ามาปลุกแน่ๆ ไม่งั้นจะเจอดีจาก คุณตา แน่ แต่พบว่าสามีจากไปจริงๆจากนั้น คุณตา ก็ปรับตัวกับชีวิตม่ายเศรษฐินีมาด้วยดี มีความสุขกับการเจอเพื่อนมาแตร์ฯ อาทิ ขนิษฐา หงสประภาส สุพรรณี อัศวานันท์ นุชฎา โฆวินทะ สุพัตรา รักตประจิต และคนคุ้นเคย อาทิ เกล็ดดาว พานิชสมัย กับที่เพิ่งจากไปคือ ปรียาพร เหตระกูล โดยมีหลานๆ ลูกคุณป้าและคุณน้า ดูแล “พี่ตา” อย่างอบอุ่นและตลอด 10 ปีมานี้ คุณตา ก็ยังนอน-ตื่น ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเหมือนเดิม ซึ่งก็ไม่เคยถูกปลุกอีก เพราะสามี บิดา มารดา และน้องชาย ก็จากไปหมดแล้ว ตอนแผ่นดินไหว มีคนไปทุบประตูห้องปังๆ จน คุณตา ตื่นมาเปิดประตู และแว้ดใส่ว่ามีเรื่องอะไรด่วน พอบอกว่าแผ่นดินไหวทุกคนลงจากห้องหมดแล้ว เหลือแต่ห้องนี้ แต่เหวอไป เมื่อได้คำตอบจาก คุณตา ว่า อ๋อ น่ากลัวนะ แต่ไม่ลงล่ะ เพราะแดดร้อนมาก สรุปว่า กฎเหล็กก็จะคงอยู่ต่อไป เพื่อนๆที่ห่วงว่าอยู่คนเดียว อายุก็ 70 แล้ว ถ้าเป็นลม หรือลื่นล้มหัวฟาด หมดสติ จะทำยังไง คุณตา บอกว่า ถ้ายังหายใจก็เอาไป รพ. ถ้าไม่ทันก็เอาไปวัด เพราะไม่มีห่วงอะไร พินัยกรรมก็ทำไว้แล้ว ให้หลานๆร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก -- ถ้ายังมีเหลือน่ะนะ.โสมชบาคลิกอ่านคอลัมน์ "ของว่างวันอาทิตย์" เพิ่มเติม