การเปิดตัว Galaxy S26 Series เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของค่ายซัมซุง จากเดิมที่สมาร์ทโฟนเรือธงแข่งขันกันด้วยสเปกฮาร์ดแวร์ มาสู่การผลักดัน “ระบบ AI” ให้กลายเป็นหัวใจหลักของประสบการณ์ใช้งาน ภายใต้แนวคิด “The Best AI Phone” โดยมุ่งให้สมาร์ทโฟนทำหน้าที่มากกว่าการตอบสนองคำสั่ง แต่สามารถช่วยจัดการข้อมูล แนะนำการใช้งาน และทำงานบางอย่างแทนผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถูกผลักขึ้นมาเป็นจุดขายสำคัญคือ Privacy Display เทคโนโลยีจอภาพที่จำกัดมุมมองจากด้านข้าง เรียกง่ายๆ “กันเผือก” ผู้ใช้ยังคงเห็นเนื้อหาได้ตามปกติ แต่คนที่นั่งข้างๆจะมองเห็นเพียงหน้าจอมืดหรืออ่านข้อมูลไม่ได้ และระบบยังสามารถตั้งค่าให้เปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานแอปอย่างข้อความ รูปภาพ หรือขณะป้อนรหัสผ่านซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่สาธารณะ เช่น ระบบขนส่ง คาเฟ่ หรือสนามบิน ที่ความเป็นส่วนตัวกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน Galaxy AI ถูกยกระดับจากฟีเจอร์เสริมมาเป็นแกนหลักของระบบ โดยเพิ่มความสามารถตั้งแต่การสร้างและแก้ไขภาพด้วยคำสั่งภาษาไทยแบบรวดเร็วทันใจ การปรับปรุงคุณภาพภาพซูม ไปจนถึงการแก้ไขภาพอัตโนมัติผ่าน Photo Assist จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ฟีเจอร์ใหม่อย่าง Now Nudge ซึ่งสามารถเสนอคำแนะนำตามบริบทโดยไม่ต้องค้นหาเอง เช่น แนะนำเวลานัดหมาย เสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อความที่กำลังอ่าน หรือช่วยแชร์ข้อมูลจากหน้าจอระบบใช้ Screen AI วิเคราะห์เนื้อหาและข้อมูลการใช้งาน เพื่อช่วยลดขั้นตอนที่ผู้ใช้ต้องจัดการด้วยตัวเองแนวทางนี้ทำให้บทบาทของสมาร์ทโฟนเริ่มขยับจากอุปกรณ์ที่ตอบสนองคำสั่ง ไปสู่ระบบที่สามารถคาดการณ์และช่วยตัดสินใจได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ผู้ผลิตรายอื่นกำลังมุ่งไป โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมเริ่มแข่งขันกันด้าน AI อย่างเข้มข้น ในด้านฮาร์ดแวร์ Galaxy S26 Ultra ยังคงเน้นความสามารถด้านกล้อง โดยปรับปรุงเซ็นเซอร์หลัก 200 ล้านพิกเซลให้รับแสงได้มากขึ้น ผ่านการขยายรูรับแสงจาก f/1.7 เป็น f/1.4 เพิ่มความสามารถในการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยรวมถึงการพัฒนาระบบบันทึกวิดีโอเวลากลางคืนและระบบกันสั่นให้รองรับการถ่ายวิดีโอในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ยังรองรับ APV ซึ่งเป็นวิดีโอโคเดกใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการตัดต่อคุณภาพสูง และใช้ระบบประมวลผลภาพ AI เพื่อปรับรายละเอียดและโทนสีให้แม่นยำขึ้นซัมซุงยังเพิ่มเครื่องมือแก้ไขภาพและวิดีโอที่ทำงานบนตัวเครื่องโดยตรง ผู้ใช้สามารถลบวัตถุ ปรับองค์ประกอบ หรือสร้างภาพใหม่โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ภายนอก ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ที่ครบวงจรในตัวเดียวในอีกด้านหนึ่งแอปเปิลเตรียมเปิดตัว iPhone 17e ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ โดยวางตำแหน่ง เป็น iPhone รุ่นราคาจับต้องได้มากขึ้น แต่ยังคงใช้เทคโนโลยีหลักหลายส่วนร่วมกับรุ่นมาตรฐาน ข้อมูลล่าสุดระบุว่า iPhone 17e จะมาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว ใช้ดีไซน์เดียวกับ iPhone 15 และติดตั้ง Dynamic Island เป็นมาตรฐาน ซึ่งสะท้อนว่า Apple เริ่มนำองค์ประกอบสำคัญของ iPhone รุ่นหลักลงสู่ผลิตภัณฑ์ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ด้านกล้อง Apple เลือกใช้เลนส์เดี่ยว ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล โดยยังคงยึดแนวทางเดิม คือใช้พลังประมวลผลและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพิ่มคุณภาพภาพถ่าย แทนการเพิ่มจำนวนเลนส์แบบสมาร์ท โฟนเรือธงส่วนใหญ่ในตลาด ขณะที่ชิปประมวลผลจะเป็น A19 รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม โดยจะมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีม่วง พร้อมราคาคาดการณ์เริ่มต้นประมาณ 18,900 บาท ซึ่งต่ำกว่าระดับเรือธงอย่างชัดเจนในส่วนของซอฟต์แวร์ มีรายงานว่าแอปเปิล เตรียมนำโมเดล Gemini จาก Google มาใช้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักสำหรับ Siri เวอร์ชันใหม่ใน iOS 26.4 โดย Siri จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น อีเมล ข้อความ และรูปภาพ เพื่อให้ตอบคำถามเชิงบริบทได้แม่นยำมากขึ้น ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนา AI ของแอปเปิลเอง ซึ่งยังคงเดินหน้าต่อไป Galaxy S26 Series ถูกวางบทบาทโดยมี AI เป็นศูนย์กลางตั้งแต่ต้น ขณะที่ Apple เลือกเดินอีกแนวทางหนึ่ง โดยยังคงให้น้ำหนักกับการออกแบบและชิปประมวล ผลเป็นหลัก และทยอยเพิ่มความสามารถด้าน AI ในลำดับ ถัดไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทความไซเบอร์เน็ต” เพิ่มเติม